• aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzQyMi8yMTExMDYyL2tpbmcwMDIuanBn

    ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ในสมรภูมิรบ ของ “รัชกาลที่ 10”

    พันเอกสมจริง สิงหเสนี อายุ 86 ปี นายทหารนอกราชการ อดีตผู้สื่อข่าวและช่างภาพ กองทัพภาคที่ 3 เล่าเรื่องราวภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ในสมรภูมิรบ ที่ประทับใจมากที่สุดคือ  ยุทธการภูขวาง ที่บ้านหมากแข้ง ตําบลกกสะทอน อำเภอด่าน ซ้าย จังหวัดเลย

    เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา (  5 พฤศจิกายน 2519) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  โปรดเกล้าฯ  ให้ร้อยเอก สมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชในขณะนั้นหรือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพวรางกูร รัชกาลที่ 10  เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และราษฎรในพื้นที่ เนื่องจากถูกผู้ก่อการร้ายพรรคคอมมิวนิสต์โจมตี

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพวรางกูร  ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ไปยังฐานปฏิบัติการบ้านห้วยมุ่น  หลังจากประทับรับฟังการบรรยายสรุปแล้ว   พระองค์ทรงรับสั่งกับ พลโทสมศักดิ์ ปัญตมานนท์ แม่ทัพภาคที่ 3 ขณะนั้นด้วยพระสุรเสียงอันหนักแน่นว่า “จะต้องไปแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นให้ได้”  ถึงแม้ว่าแม่ทัพภาคที่ 3 จะกราบทูลทัดทานเนื่องจากสถานการณ์ขณะนั้นไม่น่าไว้วางใจ แต่พระองค์ทรงยืนยันอย่างหนักแน่น ว่าชักช้าไม่ได้ ต้องรีบแก้ไขในวันนี้และเดี๋ยวนี้

    จากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ   ทรงรับสั่งให้นักบิน   นำเครื่องมุ่งตรงไปยังฐานบ้านหมากแข้งทันที  ขณะที่เฮลิคอปเตอร์กำลังร่อนลงยังไม่ทันถึงพื้น  พระองค์กระโดดลงแล้ววิ่งโผเข้าหาที่กำบังอย่างห้าวหาญ ในขณะเดียวกันผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ใช้อาวุธปืนเล็กระดมยิงเข้ามายังฐานบ้านหมากแข้งอย่างหนัก พระองค์ได้สั่งให้ทหารที่ตามเสด็จ  แยกย้ายและยิงโต้ตอบ  จนกระทั่งผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ต้องล่าถอยไป

    ในคืนนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงประทับแรมที่ฐานปฏิบัติการบ้านห้วยมุ่น ทรงเสวยพระกายาหารอย่างเรียบง่าย เช่นเดียวกับทหารคนอื่นๆ ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็น  เหตุการณ์ ในครั้งนั้น สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ ตำรวจตระเวนชายแดน ทหาร และราษฎรในพื้นที่ อย่างหาที่สุดมิได้
    Cr.sanook.com

    king015_1480665387

    king014_1480665387

    king013_1480665386

    king012_1480665386

    king011_1480665386

    king010_1480665385

    king009_1480665385

    king008_1480665384

    king007_1480665384

    king006_1480665384

    king005_1480665383

    king004_1480665383

    king003_1480665383

    king002_1480665382

    king001_1480665382

  • Orasa_thirat_31

    “พระยศใหม่ของพระราชวงศ์” เมื่อเปลี่ยนรัชกาล

    …ดังนั้นเมื่อพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ขึ้นครองราชสมบัติการนับเชื้อพระวงศ์ทางสายพระโลหิตก็จะย้ายจากสายของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศมาที่สายของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทันที นั่นก็คืออ “การสถาปนาพระราชอิสริยยศใหม่ภายในพระราชวงศ์” โดยมีหลัก เกณฑ์ดังนี้

    1. พระราชบุพการีในพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ คือ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ พอเข้ามาในรัชกาลใหม่นั้นพระองค์มีฐานะเป็นพระชนนี หรือแม่ของพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นพระองค์จะได้รับการถวายพระราชอิสริยยศขึ้นเป็น “สมเด็จพระศรี(รอชื่ออย่างเป็นทางการ)บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง” ออกพระนามโดยย่อว่า “สมเด็จพระพันปี” อนึ่งผู้ที่จะขึ้นไปถึงยศพระพันปีหลวงนี้จะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ว่า เป็นพระอัครมเหสีในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อน แลเป็นแม่ในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ดั่งในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ที่เคยมีมาคือ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ผู้เป็นอัครมเหสีในรัชกาลที่ 5 เมื่อผลัดแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ถวายพระราชอิสริยยศใหม่ให้แม่ขึ้นเป็น “สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง”

    600242_1_display

    2. พระราชโอรส และพระราชธิดา คือ เนื่องจากพระราชโอรส และพระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่นี้ล้วนแต่ประสูตินอกเศวตฉัตรทั้งสิ้น (ประสูตินอกเศวตฉัตรหมายถึง ประสูติก่อนขึ้นครองราชย์) ดังนั้นในรัชกาลก่อน พระราชโอรส และพระราชธิดาเหล่านี้จะมียศเป็น พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้ากันทั้งสิ้น เมื่อเปลี่ยนรัชกาลก็จะได้รับการอวยยศขึ้นเป็นพระเจ้าลูกเธอโดยทันที ตามหลักเกณฑ์ดังนี้

    2.1สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชาย-หญิง (เจ้าฟ้าชั้นเอก ออกพระนามว่า ทูลกระหม่อมชาย –หญิง) พระราชโอรส และพระราชธิดาชั้นนี้จะต้องประสูติจากพระอัครมเหสีเท่านั้น นั่นก็คือประสูติจาก พระบรมราชินีนาถ ,พระบรมราชินี, พระบรมราชเทวี, พระอรรคราชเทวี เป็นต้น

    2.2สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชาย-หญิง…(เจ้าฟ้าชั้นโท ออกพระนามว่า สมเด็จชาย -หญิง) พระราชโอรส และพระราชธิดาชั้นนี้จะต้องประสูติจากพระภรรยาเจ้า นั่นก็หมายความว่า “มีแม่เป็นเจ้าหญิงในพระราชวงศ์ ตั้งแต่ชั้น พระวรวงศ์ เธอพระองค์เจ้า หรือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขึ้นไปแต่ไม่ถึงราชินี” เช่น พระวรราชเทวี ,พระวรราชชายา ,พระวรชายา เป็นต้น

    2.3พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าชาย-หญิง (พระองค์เจ้าชั้นเอก ออกพระนามว่า เสด็จพระองค์ชาย-หญิง) พระราชโอรส และพระราชธิดาในชั้นนี้จะประสูติจากเหล่าพระสนม เจ้าจอมมารดา หญิงสามัญชน หรือเป็นหม่อมมาแต่เดิม

    maxresdefault

    3.พระเชษฐภคินี และพระขนิษฐา เจ้านายชั้นนี้จะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ (หากมีการพระราชทานคืนฐานันดรศักดิ์) และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และน้องนางเธอ จะได้รับพระราชทานกรมในภายหลัง “เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน” เช่น น้องนางเธอในรัชกาลที่ 5 คือ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าหญิงจันทรมณฑลฯ กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ หรือพี่นางเธอในรัชกาลที่ 6 คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าหญิงพาหุรัดมณีมัยฯ กรมพระเทพนารีรัตน์ หรือพี่นางเธอในรัชกาลที่ 9 ก็ได้รับพระราชทานที่กรมหลวงเช่นเดียวกัน

    4.หลานเธอที่มิใช่สายตรง…ในรัชกาลใหม่นี้มีหลานเธอที่มิใช่สายตรงติดมาแต่ครั้งแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯถึง 2 พระองค์ นั่นก็คือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาฯ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอาทิตยาทรฯ ซึ่งคำว่า “พระเจ้าหลานเธอ” เป็นคำขยายของคำว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ เพื่อให้รู้ว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์นี้เป็นหลานเธอในพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ แล้วเมื่อเปลี่ยนมารัชกาลใหม่ หลานเธอเหล่านี้ก็จะกลายเป็น “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ,และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ” ตามฐานันดรศักดิ์แรกประสูติของทั้งสองพระองค์ ดังกรณีที่เคยเกิดขึ้นคือ พระหลานเธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา หลานเธอในรัชกาลที่ 5 เมื่อเปลี่ยนเป็นรัชกาลที่ 6 ก็กลายเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา (คำว่าพระหลานเธอ ไปขยายคำว่า พระวรวงศ์เธอนั่นเอง)

    **ยศพิเศษ1** ตามธรรมเนียมแล้วจะไม่มีการลดพระราชอิสริยยศของเจ้านายในพระราชวงศ์ ถึงแม้จะเปลี่ยนรัชกาลแล้วก็ตาม คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระราชอิสริยยศนี้สูงส่งที่สุดของเจ้านายฝ่ายในแล้ว นั่นก็คือ ได้รับสัปตปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 7 ชั้น เสมอเท่าสมเด็จพระบรมราชชนนี และสมเด็จพระบรมราชินีเลยทีเดียว แต่มีความพิเศษสูงไปอีกอย่างคือ ใช้คำ “พระราชบัญชา” ในการออกคำสั่ง

    **ยศพิเศษ2** คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในอดีตเจ้านายพระองค์นี้ผ่านการเป็นพระวรชายามาก่อน แล้วถึงเป็นพระวรราชาทินัดดามาตุในภายหลัง (พระวรราชาทินัดดามาตุ หมายถึง เป็นแม่ของหลานกษัตริย์ผู้ประเสริฐ) ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนมาเป็นสมัยพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ทำให้พระองค์ย่อมไม่ได้อยู่ในฐานะแม่ของหลานกษัตริย์พระองค์เก่า แต่เป็นพระชนนี หรือแม่ของพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในรัชกาลปัจจุบัน ดังนั้นยศนี้จึงเป็นเรื่องยากที่อธิบายออกมาได้

    *****รอประกาศคำสถาปนาอย่างเป็นทางการ โดยทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัย เป็นการส่วนพระองค์*****

    ปล.บทความในวันนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นความรู้เกี่ยวกับการสถาปนาพระยศ โดยอ้างอิงจากการสถปนาในอดีตที่เคยมีมา ตามหลักเกณฑ์ต่างๆ โดยที่ไม่มีเจตนาอื่นใดทั้งสิ้น ขอบคุณครับ

    Cr.คลังประวัติศาสตร์ไทย

  • ยื่นภาษีปี 2559 มีอะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง

    ยื่นภาษีปี 2559 มีอะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง

    เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการยื่นภาษีประจำปี 2558  แล้วนะคะ หากคุณยังไม่ได้ยื่นภาษี เราชวนคุณมาสำรวจสิทธิในการลดหย่อนภาษีดูก่อนว่า ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งค่าลดหย่อนภาษีในส่วนนี้เองจะช่วยให้คุณเสียภาษีน้อยลง และยังอาจได้เงินภาษีคืนอีกด้วย

    ยื่นภาษีปี 2559 มีอะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง

    1. ลดหย่อนจากเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

    สมาชิกที่จ่ายเงินสบทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินปีละ 10,000 บาท สำหรับส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ และไม่เกิน 490,000 บาท จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมกับเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ทั้งนี้เมื่อรวมกับ RMF, กบข., กองทุนครูโรงเรียนเอกชน, ประกันชีวิตแบบบำนาญ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

    2. ค่าเลี้ยงดูบุตร หรือบุตรบุญธรรม

    ค่าลดหย่อนจากการเลี้ยงดูบุตร บุตรบุญธรรม และบุตรตามกฎหมาย หักลดหย่อนได้คนละ 15,000 บาท แต่ไม่เกิน 3 คน และอายุไม่เกิน 25 ปี (มากสุด 45,000 บาท)

    3. อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา

    ลดหย่อนจากบิดามารดา (ตัวเอง) และบิดามารดาคู่สมรส ได้คนละ 30,000 บาท มากสุดไม่เกิน 120,000 บาท โดยมีเงื่อนไขคือ บิดามารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท ทั้งนี้ต้องให้บิดามารดาออกหนังสือรับรองการเลี้ยงดู ให้กับบุตรที่จะขอลดหย่อนภาษีด้วย เพราะลูกที่จะรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี จะสามารถใช้สิทธิ์ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น

    4. อุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ

    สามารถใช้ลดหย่อนได้สูงสุด 60,000 บาท หากเป็นผู้ที่ดูแลคนพิการตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมีเงื่อนไขคือ ต้องเป็นคนพิการซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือเป็นคนทุพพลภาพที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี

    5. ลดหย่อนจากประกันชีวิตแบบทั่วไป

    ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไขคือ ต้องเป็นประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และมีผลตอบแทนคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยสะสม ส่วนเบี้ยประกันเพิ่มเติมจำพวกประกันสุขภาพ หรือประกันอุบัติเหตุ จะไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ ส่วนผู้ที่คู่สมรสมีประกันชีวิตอยู่หรือซื้อประกันชีวิตให้คู่สมรสไว้ และคู่สมรสไม่มีรายได้ แต่ยังจ่ายเบี้ยประกันอยู่ สามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 10,000 บาท เพราะเมื่อไม่มีรายได้ จึงไม่จำเป็นต้องหักลดหย่อนภาษีนั่นเอง (ส่วนที่เหลืออีก 90,000 บาทเป็นการยกเว้นจากรายได้)

    6. ลดหย่อนจากประกันชีวิตแบบบำนาญ

    ลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท โดยมีเงื่อนไขคือ ต้องเป็นประกันที่มีระยะเวลาเอาประกัน 10 ปีขึ้นไป และจ่ายผลตอบแทนให้ผู้เอาประกันตั้งแต่อายุ 55 ปีต่อเนื่องไปจนถึง 85 ปี และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

    7. ลดหย่อนจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF)

    RMF เป็นกองทุนรวมที่จัดขึ้นเพื่อการออมและการลงทุนในระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมหลังเกษียณ โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการลดหย่อนภาษีคือ หักลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท แต่ถ้ามีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน หรือประกันชีวิตแบบบำนาญแล้ว เมื่อนำมารวมกับเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนใน RMF แล้วก็หักลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาทเช่นกัน

    สามารถ คิดตามสูตรได้คือ RMF + กบข. + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + กองทุนครูโรงเรียนเอกชน + ประกันชีวิตแบบบำนาญ รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาท

    8. ลดหย่อนจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund หรือ LTF)

    LTF เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่ง ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระยะยาว โดยเน้นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งผู้ซื้อหน่วยลงทุน LTF จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นผลตอบแทนด้วยคือ สามารถซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ก็ไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย ทั้งนี้ กองทุน LTF ที่ซื้อไว้ต้องไม่ต่ำกว่า 5 ปี (นับตามปี พ.ศ. เช่น ซื้อ LTF ปี 2558 จะต้องถือไว้จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นอย่างน้อย) และไม่สามารถโอนหรือจำนำไปเพื่อเป็นหลักประกันได้

    9. ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย

    ตามจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท กรณีร่วมกันกู้ยืม ให้เฉลี่ยค่าลดหย่อนตามส่วนจำนวนผู้มีเงินได้ แต่รวมกันต้องไม่เกินจำนวนที่จ่ายจริง และไม่เกิน 100,000 บาท

    10. เงินสมทบกองทุนประกันสังคม

    หักได้ตามจำนวนที่ส่งเข้ากองทุนประกันสังคม สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท

    11. เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษา

    มีสิทธิหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว

    12. เงินบริจาค

    การบริจาคให้กับการกุศลต่าง ๆ สามารถลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือหลังหักลดหย่อนและยกเว้นกรณีอื่น ๆ ทั้งหมดแล้ว โดยมีเงื่อนไขคือ ต้องบริจาคเป็นเงินเท่านั้น ไม่สามารถนำการบริจาคที่เป็นสิ่งของมาหักลดหย่อนได้ และหากต้องการลดหย่อนแบบคูณ 2 จะต้องเป็นการบริจาคเงินให้กับโรงเรียนรัฐ และโรงเรียนเอกชนที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงศึกษาธิการ หรือสมาคมกีฬาที่ได้รับการอนุญาตจากการกีฬาแห่งประเทศไทยแล้วเท่านั้น เช่น บริจาคให้โรงเรียนหรือสมาคมกีฬา 15,000 บาท ก็จะสามารถหักลดหย่อนได้เป็น 30,000 บาท (15,000 x 2 = 30,000)
    ทั้งนี้ การบริจาคที่จะนำมาใช้ลดหย่อนจะต้องมีใบเสร็จรับเงินบริจาค หรือใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อผู้บริจาคชัดเจนตรงกับชื่อ-นามสกุลของผู้เสีย ภาษี เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐาน และหากมีการบริจาคร่วมกันหลายคน ให้เฉลี่ยเงินบริจาคออกเป็นเท่า ๆ กันตามสัดส่วน

    13. ภาษีเงินได้ที่ได้รับยกเว้นจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์

    หักได้ 10% ของราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เกิน 5 ล้านบาทในโครงการบ้านหลังแรก เป็นเวลา 5 ปี

    14. ลดหย่อนส่วนบุคคล

    ใช้ลดหย่อนภาษีได้ทันที 30,000 บาท

    15. ลดหย่อนค่าการศึกษาบุตร 

    การหักลดหย่อนการศึกษาสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษาเฉพาะภายในประเทศให้ลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้จากค่าเลี้ยงดูอีกคนละ 2,000 บาท

    16. ลดหย่อนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

    กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกองทุนเงินออมของสมาชิก ซึ่งกำหนดให้สมาชิกของ กบข. ต้องจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน กบข. 3% ในแต่ละเดือน โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้อีก 3% ด้วยเช่นกัน โดยสมาชิกที่จ่ายเงินสบทบเข้า กบข. นี้จะได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท

    17. ลดหย่อนจากกองทุนการออมแห่งชาติ

    ถือเป็นปีแรกที่ผู้ที่เป็นสมาชิกและจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. จะสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ โดยสามารถหักลดหย่อนภาษีจากเงินสะสมเข้า กอช. ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมในลักษณะเดียวกันแล้ว ต้องไม่เกินกว่าจำนวนตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด

    18. ลดหย่อนจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ  

    ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาท จากทั้ง 2 เงื่อนไขรวมกันคือ ค่าบริการนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ (ค่าแพ็กเกจทัวร์) อันเกิดจากการใช้บริการบริษัททัวร์ หรือบริษัทนำเที่ยว ที่จดทะเบียนกับสำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ค่าบริการที่พัก จะต้องเป็นค่าที่พักกับโรงแรมที่ได้จดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติโรงแรม เรียบร้อยแล้วเท่านั้น ดังนั้น ค่าที่พักบางแห่งอาจจะไม่สามารถนำมาหัก เป็นค่าลดหย่อนได้ เช่น พักตาม โฮมสเตย์ หรือ บ้านพักต่าง ๆ แม้แต่บ้านพักตามอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ เพราะไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงแรมตามกฎหมาย โดยการนำหลักฐานสำคัญ คือใบเสร็จหรือหลักฐานการรับเงิน ที่ระบุชื่อผู้ชำระเงิน จำนวนเงิน และวันเดือนปีที่ชัดเจนมาแสดง ทั้งนี้ ค่าลดหย่อนจากการท่องเที่ยวนี้ สามารถใช้ได้ใน 2 ปีภาษีคือ ปี 2557 ที่ผ่านมา และปี 2558 ที่กำลังจะหมดไปนี้เท่านั้น จึงทำให้ช่วงเวลาที่ใช้ท่องเที่ยวและนำมาลดหย่อนภาษีได้เหลืออยู่เพียงวัน ที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2558 สำหรับการยื่นภาษีก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2559 เท่านั้น

    Cr.th.jobsdb.com

  • ระนามเต็มพร้อมสัญลักษณ์ประจำพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐

    เปิดเผยล่าสุด! พระนามเต็มพร้อมสัญลักษณ์ประจำพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐

    1

    เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ กองทัพนิรนาม ได้เปิดเผยสัญลักษณ์และพระนามเต็มของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ โดยพระองค์มีพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” พร้อมเปิดเผยสัญลักษณ์ประจำพระองค์ คือ “พระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี” โดยได้มีรายละเอียดระบุเอาไว้ว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องค์พระปฐมกษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้นเป็นราชศิราภรณ์ หนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ สำหรับสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า แสดงถึงการเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ที่ได้รับการกราบบังคมทูลถวาย เมื่อเสด็จประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น) ตามแบบอย่างโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยา อันแสดงถึงพระบรมเดชานุภาพ แผ่กระจายไปไกลทั่วทุกหนแห่ง เพื่อปกป้องคุ้มครองและช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ทั่วทั้งแผ่นดิน”

    หมายเลข ๑๐ แสดงถึง พระมหากษัตริย์ในรัชกาลที่ ๑๐

    ว.ป.ร. แสดงถึง อักษรพระปรมาภิไธย “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”

    ความหมายของสีตัวอักษร

    ตัวอักษร ว. สีขาวนวล สื่อถึง วันพระราชสมภพ (วันจันทร์ นับตามคติมหาทักษา)

    ตัวอักษร ป. สีเหลือง สื่อถึง วันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙

    ตัวอักษร ร. สีฟ้า สื่อถึง วันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙

    2

    ที่มา news.tlcthai.com

  • Untitled-11121

    เงินบริจาค ลดหย่อนภาษีได้ ด้วยวิธีนี้

    “เงินทำบุญ บริจาค สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ”

    คนไทยเป็นคนใจบุญ ไม่ว่ารายได้จะมากหรือน้อย หรือฐานะเป็นอย่างไร หากมีเงินเหลือจากใช้จ่ายก็มักบริจาคเงินให้วัด โรงเรียน มูลนิธิต่างๆ ซึ่งหลายคนก็เชื่อว่าทำบุญสะสมไว้ในชาตินี้ ชาติหน้าจะได้ไม่ลำบาก แต่ไม่ว่าเหตุผลของการบริจาคเงินจะเป็นอะไรก็ตาม ก็ถือว่าได้ช่วยเหลือสังคม แล้วจะดีหรือไม่ว่าถ้าเงินที่เราบริจาคนั้น เราสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เพียงแต่ไม่ใช่เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราบริจาคไปจะใช้ลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด โดยรายละเอียดหรือเงื่อนไขของการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาคเป็นอย่างไร ลองมาดูข้อมูลที่เรานำมาฝากกัน

    บริจาคเท่าไร ลดได้เท่านั้น
    ถ้าเรามีการบริจาคเงินให้วัดวาอาราม สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาล สถานศึกษาของรัฐบาลและเอกชน รวมไปถึงเงินทำบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เราสามารถลดหย่อนภาษีได้เท่ากับจำนวนเงินบริจาคที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ ทั้งนี้ ต้องเป็นการทำบุญ หรือบริจาคเงินให้กับวัด โบสถ์ทางคริสต์ศาสนา หรือมัสยิดของศาสนาอิสลามที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย (การบริจาคเงินให้วัดที่ก่อตั้งขึ้นในต่างประเทศไม่สามารถลดหย่อนได้) สำหรับสถานสาธารณกุศล หรือมูลนิธิ ต้องอยู่ในรายชื่อที่กรมสรรพากรกำหนด โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่ www.rd.go.th/publish/29157.0.html

    บริจาคเท่าไร ลดได้ 2 เท่า
    การบริจาคที่ลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ จะเป็นการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาให้แก่สถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชน และสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีรายชื่อตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ สามารถค้นหารายชื่อสถานศึกษาที่เรามีสิทธิลดหย่อนเงินบริจาคได้ที่ www.rd.go.th/publish/28654.0.html (สำหรับการบริจาคให้กับโรงเรียนกวดวิชาจะไม่สามารถลดหย่อนได้)

    ทั้งนี้ การบริจาคของเราจะต้องบริจาคเป็นเงินเท่านั้น ถ้าบริจาคเป็นสิ่งของ หนังสือ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จะไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้ รวมถึงต้องเป็นการบริจาคเงินสำหรับค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้

    – จัดหาหรือจัดสร้างอาคาร อาคารพร้อมที่ดิน หรือที่ดินให้แก่สถานศึกษา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการศึกษา
    – จัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อการศึกษา แบบเรียน ตำรา หนังสือทางวิชาการ สื่อ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
    – จัดหาครูอาจารย์ หรือเป็นทุนการศึกษา การประดิษฐ์ การพัฒนา การค้นคว้า หรือการวิจัย

    นอกจากนี้ การใช้สิทธิลดหย่อนจากเงินบริจาคจะต้องมีหลักฐานเพื่อประกอบการยื่นภาษี นั่นคือ ใบอนุโมทนาบัตรหรือใบเสร็จรับเงิน ซึ่งกรมสรรพากรไม่ได้กำหนดรูปแบบที่แน่นอนไว้ แต่อย่างน้อยมีข้อความที่แสดงถึง ชื่อองค์กรที่เราบริจาคเงิน วันเดือนปีที่ออกใบเสร็จหรือใบอนุโมทนาบัตร ชื่อผู้บริจาคเงิน และจำนวนเงินที่บริจาค

    สำหรับกรณีที่มีการบริจาคเงินร่วมกันหลายคน โดยมีชื่อทุกคนอยู่ในใบเสร็จรับเงินบริจาค จะถือว่าแต่ละคนบริจาคเงินคนละเท่าๆ กัน โดยสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เท่ากับจำนวนเงินที่หารเฉลี่ยแล้ว หรือสองเท่าของเงินที่หารเฉลี่ยถ้าเป็นการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษา หรือในกรณีที่มีการเขียนชื่อผู้บริจาคที่มีคำว่า “และครอบครัว” เช่น นาย A และครอบครัว” แบบนี้ถือว่านาย A เป็นผู้บริจาคเงิน สามารถใช้สิทธิลดหย่อนเงินบริจาคได้ทั้งจำนวน

    ตัวอย่าง
    ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างการใช้สิทธิลดหย่อนจากเงินบริจาคกัน นาย B บริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษา 100,000 บาท นาย B สามารถนำใบเสร็จของสถานศึกษาที่บริจาคมาเป็นหลักฐานในการลดหย่อนภาษีได้สูงถึง 200,000 บาท แต่ก่อนที่นาย B จะใช้สิทธิลดหย่อนต้องดูว่าเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ เป็นเท่าไร หากนาย B มีเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนอื่นๆ อยู่ที่ 1.5 ล้านบาท นาย B จะใช้สิทธิได้เพียง 150,000 บาทเท่านั้น เพราะการลดหย่อนจะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนอื่นๆ

    อย่างไรก็ตาม เห็นแบบนี้แล้ว อย่าได้คิดมากว่าจะใช้สิทธิลดหย่อนไม่คุ้มค่า ขอให้คิดว่าการบริจาคคือการทำบุญอย่างหนึ่ง แต่ได้ผลตอบแทนทางภาษีเป็นผลพลอยได้ที่เพิ่มเข้ามา

    ดังนั้น สำหรับใครที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี แล้วต้องการวางแผนภาษี การทำบุญบริจาคเงินเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เราลดหย่อนภาษีได้ เรียกว่า ได้ทำบุญ พร้อมกับประหยัดเงินภาษีของเราด้วย

    Cr.ddproperty.com

  • 07(686)

    “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เสด็จขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

    “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เสด็จขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยตามกฎมณเฑียรบาล ตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 11 ปีพระพุทธศักราช 2559 ตรงกับปีวอก ที่จุลศักราช 1379 มหาศักราช 1938 ในรัชสมัยรัตนโกสินทร์ศก 235  เป็นวันที่ 1 ปีที่ 1  ของรัชกาลปัจจุบัน ทั้งนี้ จะไม่ขานคำว่า “พระบาท” นำหน้าพระนาม “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระองค์ใหม่ จนกว่าจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

    ขอ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” รัชกาลใหม่ ทรงพระเจริญ

    พระราชสมภพ
    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร” เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เวลา 17:45 น.

    พระนาม “วชิราลงกรณ” นั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงตั้งถวาย มาจาก “วชิรญาณ” พระนามฉายาขณะผนวชในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผนวกกับ ”อลงกรณ์”Ž จากพระนามในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่

    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ขึ้น ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ในระหว่างวันที่ 14-15 กันยายน พ.ศ.2495 โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นประธานเจริญพระพุทธมนต์ในเย็นวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2495

    เช้าวันรุ่งขึ้น (15 กันยายน) จึงมีพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ในห้องพิธี เริ่มด้วยพอถึงพระฤกษ์ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงจรดพระกรรบิดกริบพระเกศา ทรงเจิม ทรงผูกด้ายพระขวัญ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา พราหมณ์ประกอบพิธีลอยกุ้ง ปลาทอง มะพร้าวเงิน มะพร้าวทองลงในพระขันสาคร แล้วพระสงฆ์ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา พระมหาราชครูเชิญเสด็จขึ้นพระอู่และเห่กล่อมเปิดศิวาลัยไกรลาศตามประเพณีพิธีของพราหมณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงวางพระราชภัณฑ์ลงในพระอู่ตามพระราชประเพณีแล้ว พระมหาราชครูเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ขึ้นพระอู่แล้ว พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทเวียนเทียนครบรอบตามประเพณี สภาวัฒนธรรมแห่งชาติได้จัดขับไม้มโหรีขับกล่อมถวายพระพรในวาระนี้ด้วย ในการนี้มีการถ่ายทอดเสียงในพระราชพิธีทางวิทยุไปทั่วประเทศ

    สมเด็จพระยุพราช

    เมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร”

    การศึกษา

    ในปี พ.ศ.2499 ทรงสำเร็จการศึกษาขั้นต้นในระดับอนุบาล รุ่นที่ 2 จากโรงเรียนจิตรลดา แล้วจึงเสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซทประเทศอังกฤษ หลังจากนั้น ทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์สกูล ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เสร็จแล้ว ทรงการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขาอัษรศาสตร์ (ด้านการทหาร) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ.2519

    เมื่อนิวัติประเทศไทย ทรงรับราชการทหารแล้วทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 46 เมื่อปีพ.ศ. 2520 ทรงเข้าศึกษาในสาขาวิชานิติศาสตร์ รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อพ.ศ.2525 ทรงสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2)  และปี พ.ศ. 2533 ทรงได้รับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักร

    ผนวช
    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีพระทัยศรัทธาจะอุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงโปรดเกล้าฯ ให้ทรงผนวชในวันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 เวลา 15.00 น. ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และสมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก) ถวายอนุสาสน์ ผนวชแล้วเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา พระมหารัชมงคลดิลก (บุญเรือน ปุณฺณโก) เป็นพระอภิบาล ผนวชอยู่ 15 วันจึงลาผนวช

    พระราชกิจ

    ตลอดระยะเวลานับแต่ยังทรงพระเยาว์ตราบจนปัจจุบัน  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงยึดมั่นในพระปฎิญญาทรงพระวิริยะอุตสาหะ มุ่งมั่นปฎิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย โดยมิได้ย่อท้อ ได้ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  และพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ เมื่อยังทรงพระเยาว์ ได้โดยเสด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี ไปในการเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศตลอดมา จึงทรงสามารถสั่งสมพระประสบการณ์เกี่ยวกับบ้านเมืองและราษฎร ดังนั้น จึงทรงปฏิบัติพระภารกิจได้เป็นผลสำเร็จลุล่วง นับตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

    พระราชกิจทางราชการ ทรงเข้าประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ เมืองเพิร์ท รัฐออสเตรเลียตะวันตก ประเทศออสเตรเลีย ทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้าย บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่บริเวณ รอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ณ เขาล้าน จังหวัดตราด

    วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2518 ทรงเข้ารับราชการเป็นนายทหารประจำกรมข่าวทหารบกกระทรวงกลาโหม / วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2521 ทรงดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ / วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2523 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพัน ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ / วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527 ทรงดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการ กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ / วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2531 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการ ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ / วันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2535 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุด

    พระราชกิจด้านการทหาร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10  ทรงรับราชการทหารมาโดยตลอด นับแต่เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2518 ทรงเข้าเป็นนายทหารประจำกรมข่าว ทหารบก กระทรวงกลาโหม วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2521 ทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527 ทรงดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการ กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ 30 กรกฏาคม พ.ศ.2531 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ วันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2535 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุด

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระปรีชาชาญในวิทยาการด้านการบิน ทรงรอบรู้เทคนิคสมัยใหม่ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เคยทรงเข้าร่วมการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศ ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และทรงชนะเลิศการแข่งขัน เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2530 พระองค์ทรงมีชั่วโมงฝึกบินอย่างต่อเนื่องสูงมาก และถือว่าเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักบินทั่วโลกจะทำได้ พระองค์ทรงพระกรุณาปฎิบัติหน้าที่ครูการบินเครื่องบินขับไล่ แบบ เอฟ – 5 อี/เอฟ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2537 เป็นต้นมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของกองทัพไทยและปวงชนชาวไทย

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอก และได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการทหาร โดยทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายในภาคเหนือ และภาคตระวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จังหวัดตราด ด้วย ซึ้งแม้เป็นพระราชภารกิจที่ต้องทรงเสี่ยงภยันตราย แต่ด้วยความที่ทรงเป็นชาติชายทหาร และเป็นพระราชภารกิจเพื่อความผาสุกของพสกนิกร และเพื่อมนุษยธรรมต่อผู้ประสบทุกข์ยาก จึงทรงปฏิบัติพระราชภารกิจดังกล่าวโดยเต็มพระราชกำลัง

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมที่ตั้งกองทหารหน่วยต่างๆ อยู่เสมอ จากการที่ได้ทรงศึกษาด้านวิชาทหารมานาน ทรงมีความรู้เชี่ยวชาญอย่างมาก และได้พระราชทานความรู้เหล่านั้นให้แก่ทหาร 3 เหล่าทัพ ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างแก่นายทหาร เอาพระทัยใส่ในความเป็นอยู่ทุกข์สุขของทหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างทั่วถึง รวมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนการศึกษาแก่บุตรของทหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความเทิดทูนและความจงรักภักดีแก่เหล่าทหารเป็นอย่างยิ่ง

    พระราชกิจด้านการศึกษา  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้อาคารของกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เป็นที่ตั้งของโรงเรียนอนุบาลชิ่อว่า โรงเรียนอนุบาลทหารมหาดเล็กราชวัลลภ โดยในระยะแรกได้จัดการเรียนการสอนเฉพาะชั้นอนุบาล ต่อมา โรงเรียนได้ย้ายไปที่จังหวัดนนทบุรี และได้รับพระราชทานชื่อใหม่ว่า โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงทราบดีว่าเยาวชนในถิ่นทุรกันดารยังด้อยโอกาสในการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบเป็นค่าก่อสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ตั้งอยู่ในชนบทห่างไกลคมนาคมไม่สะดวก กระทรวงศึกษาธิการ ได้สนองพระราชประสงค์ด้วยการน้อมเกล้าฯ ถวายโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาจำนวน 6 โรงเรียน เป็นโรงเรียนในพระราชูปถัมภ์ ได้แก่ (1) โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา อ.ปลาปาก จ.นครพนม (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 1), (2) โรงเรียนมัธยมจุฑาวัชร อ.ลานกระลือ จ.กำแพงเพชร (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 2), (3) โรงเรียนมัธยมวัชเรศร อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี  (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 3), (4) โรงเรียนมัธยมจักรีวัชร อ.รัตนภูมิ จ.สงขลา  (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 2), (5) โรงเรียนมัธยมวัชรวีร์ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 3) และ (6) โรงเรียนมัธยมบุษย์น้ำเพชร อ.เมือง จ.อุดรธานี (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 1)

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์เอง ทรงรับโรงเรียนไว้ในพระราชูปถัมภ์ พระราชทานวัสดุอุปกรณ์การศึกษาอันทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วิดีทัศน์ พระราชทานคำแนะนำ และทรงส่งเสริมให้โรงเรียนดำเนินโครงการอันเป็นประโยชน์แก่นักเรียน เช่น โครงการอาชีพอิสระ เพื่อให้เยาวชนใช้ความรู้ประกอบอาชีพเลี้ยงตนและครอบครัวได้เมื่อจบการศึกษา ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโรงเรียน ทรงติดตามผลการศึกษา อีกทั้ง โปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรีตน์ พระราชธิดาทั้งสองพระองค์ทรงร่วมกิจกรรมของโรงเรียนต่างๆ เสมอ ทั้งนี้ด้วยน้ำพระหฤทัยที่ทรงพระเมตตาห่วงใยเยาวชนผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ปีละเป็นจำนวนมากทุกปี

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยาวชนในตำบลต่าง ๆ ทรงสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์เยาวชนตำบล รวมทั้งได้ทรงเป็นประธานงานวันเยาวชนแห่งชาติ วันที่ 20 กันยายน ของทุกปี และทรงเป็นประธานในพิธีปฏิญาณตนและสวนสนามของลูกเสือและเนตรนารี และสมาชิกผู้ทำประโยชน์

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้อุปการะเด็กกำพร้า คือ จักรกฤษณ์ และอนุเดช ชูศรี ที่ครอบครัวเสียชีวิตจากภูเขาถล่มเมื่อปี พ.ศ.2554  รวมทั้งครอบครัวของบูรฮาน และบุศรินทร์ หร่ายมณี ซึ่งบิดาถูกลอบสังหารจากเหตุความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทรงอุปการะจนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี หรือจนกว่าจะมีอาชีพสามรถเลี้ยงครอบครัวได้ เป็นต้น

    พระราชกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข เมื่อรัฐบาลได้น้อมเกล้าฯ ถวายโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เนื่องในพระราชพิธีอภิเษกสมรส จำนวน 21 แห่ง ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโรงพยาบาลสม่ำเสมอ พระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนให้มีอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยเพื่อสามารถให้บริการที่ดีแก่ประชาชน อีกทั้ง ทรงเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช และเมื่อพ.ศ.2537 ทรงรับเป็นประธานกรรมการอำนวยการจัดสร้างอาคารศูนย์โรคหัวใจ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นต้น ทรงมีพระราชปณิธานในการใจใส่รักษาพยาบาลพสกนิกรของพระองค์ให้ปลอดภัยจากความเจ็บไข้โดยทั่วหน้าเสมอกัน

    พระราชกิจด้านศาสนา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ทรงประเคนผ้าไตร ประกาศนียบัตร และพัดยศ ในการตั้งภิกษุ และ สามเณรเปรียญ เนื่องในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วิสาขบูชา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรม มหาราชวัง พ.ศ.2551

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2509 ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ

    นอกจากนี้  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีพระราชศรัทธาออกบวชในพระพุทธศาสนา โดย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดให้จัดการพระราชพิธีผนวช ณ พัทธสีมาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2521 โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก) ถวายอนุสาสน์ได้รับถวายพระสมณนามว่า “วชิราลงฺกรโณ” และได้ประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดจนทรงลาสิกขาในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2521

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปปฏิบัติพระราชกิจทางพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ เช่น เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามฤดูกาล เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และการถวายผ้าพระกฐินหลวงตามวัดต่าง ๆ เป็นต้น

    พระราชกิจด้านการเกษตร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อส่งเสริมด้านการเกษตรอันเป็นอาชีพหลักของปวงชนชาวไทยตลอดมา ช่น เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชพิธีพืชมงคล ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นประจำ และเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2528 ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงทำปุ๋ยหมักเป็นปฐมฤกษ์จากผักตบชวาและพืชอื่น ๆ ณ บ้านแหลมสะแก ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช และได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในการทำนาสาธิต การทำนาสาธิตโดยใช้ปุ๋ยหมัก ณ ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2529  ได้ทรงปฏิบัติการสาธิตการทำนาด้วยพระองค์เอง เมื่อพระราชทานอุปกรณ์การทำนา พันธุ์ข้าวปลูก และปุ๋ยหมักให้ข้าราชการผู้ใหญ่ไปดำเนินการสาธิตแล้ว ทรงถอดฉลองพระบาท ถลกพระสนับเพลา ทรงพระดำเนินลุยโคลน หว่านพันธุ์ข้าวปลูกและปุ๋ยหมัก ในแปลงนาสาธิต โดยมิได้มีหมายกำหนดการไว้ก่อนเป็นการล่วงหน้า

    โครงการเกษตรวิชญา จังหวัดเชียงใหม่ โครงการตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ทรงเห็นความสำคัญของการเกษตรในประเทศไทย โดยได้รับความสนับสนุนด้านข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ (สำนักงาน กปร.) เพื่อเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท พระบามสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  และด้วยตระหนักในความสำคัญของการเกษตร โครงการเกษตรวิชญา จึงได้ถูกก่อตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริ ทรงมอบที่ดินส่วนพระองค์ในพื้นที่บ้านกองแหะ หมู่ 4 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ทั้งหมด จำนวน 1,350  ไร่ ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้ดำเนินการในลักษณะเป็นคลินิกเกษตรเพื่อใช้ในการเผยแพร่ผลงานการวิจัย และเทคโนโลยีด้านต่างๆ ทางการเกษตรและพัฒนาการทำการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2549 ได้พระราชทานชื่อใหม่ให้โครงการฯ จากชื่อเดิมคือ โครงการพัฒนาพื้นที่สวนบ้านกองแหะ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการเกษตรวิชญา โครงการตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จังหวัดเชียงใหม่

    พระราชกิจด้านสังคมสงเคราะห์  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาห่วงใยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนที่ด้อยโอกาสและขาดแคลน ได้ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมชุมชนแออัดในกรุงเทพฯหลายแห่ง เช่น ชุมชนแออัดเขตพระโขนง เขตคลองเตย เขตยานนาวา เป็นต้น ทรงพระกรุณาพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องกีฬา เครื่องดับเพลิง โปรดเกล้าฯให้กรมทหารในบังคับบัญชาของพระองค์ร่วมกับประชาชน ในการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ทั้งยังพระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนโครงการของชุมชน เช่น โครงการพัฒนาเด็กเล็กที่ขาดแคลน โครงการปราบปรามยาเสพติดในหมู่เยาวชนชุมชนแออัดคลองเตย เพื่อให้เยาวชนผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้นเติบโตเป็นพลเมืองดีและเป็นทรัพยากรบุคคลทีมีคุณค่าในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

    พระราชกิจด้านการต่างประเทศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10  ได้ทรงพระวิริยะอุตสาหะประกอบพระราชกรณียกิจสำคัญๆ ในการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ เสมอมา ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปทรงเยือนมิตรประเทศทั่วทุกทวีปอย่างเป็นทางการเป็นประจำทุกปี ปีละหลายครั้ง เช่น เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนประเทศอิตาลี และทรงพบพระสันตะปาปา เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2525

    ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึง 8 มีนาคม พ.ศ.2530 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ทรงพบนายเติ้ง เสี่ยวผิง ณ มหาศาลาประชาคม กรุงปักกิ่งและ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยือนประเทศญี่ปุ่น  และได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดิ และสมเด็จพระจักรพรรดินี

    เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2530  ทั้งนี้ ประเทศต่างๆ ที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีในฐานะผู้แทนพระองค์และในส่วนของพระองค์เอง มีอีกเป็นจำนวนมาก เช่น ประเทศอิหร่าน ประเทศเนปาล สาธารณรัฐสังคมนิยมศรีลังกา สหพันธ์เอกวาดอร์ สาธารณรัฐเฮลเลนิก(กรีซ) ประเทศออสเตรเลีย และเมื่อวันที่ 2-4 กรกฏคม พ.ศ.2542 ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระราชธิดาทั้งสองพระองค์ไปทรงเยือนประเทศสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ

    ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทุกครั้ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ต้องทรงเตรียมพระองค์ด้วยการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประเทศที่จะเสด็จไปทรงเยือน และระหว่างประทับอยู่ในประเทศนั้นๆ นอกจากทรงมุ่งมั่นที่จะทรงเจริญสัมพันธไมตรีแล้ว ยังทรงสนพระราชหฤทัยในการทอดพระเนตและศึกษากิจกรรมต่างๆ ที่จะทรงนำมาเป็นประโยชน์ในการนำมาพัฒนาบ้านเมืองไทยด้วย เช่น เสด็จไปทรงเยี่ยมชมกิจการทหาร การจราจรทางอากาศ เมื่อทรงเยือนประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ทอดพระเนตรสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมด้านอุตสาหกรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เมื่อทรงเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมศรีลังกา ทอดพระเนตรการดำเนินงานด้านการป้องกันสาธารณภัยที่ประเทศเกาหลี เป็นต้น

    (แหล่งข้อมูล :  วิกิพีเดีย และ http://www.thaigoodview.com)
    CR.www.naewna.com

  • Untitled-11

    คอนโดของคุณต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่าไร

    ในปีหน้า 2560 นี้ อปท. (องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น) จะเริ่มเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รัฐบาลประกาศใช้ในปีนี้ ไม่เฉพาะที่อยู่อาศัยแนวราบเท่านั้นที่ต้องเสียภาษี แต่ยังรวมไปถึงคอนโดมิเนียม หรือห้องชุดอีกด้วย แล้วคอนโดของคุณเข้าข่ายต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ และหากต้องเสียภาษีจะต้องเสียภาษีเท่าไร พบคำตอบ พร้อมวิธีการคำนวณภาษีที่นี่ครับ

    คอนโดแบบไหนเข้าข่ายต้องเสียภาษี

    ที่อยู่อาศัยประเภทต่างๆ ทั้ง บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ รวมไปถึงคอนโดมิเนียม มีเงื่อนไขในการพิจารณาเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ต่างกัน คือการเป็นบ้านหลังแรก และมูลค่าของบ้าน

    บ้านหลังแรกที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป

    คอนโดที่เป็นบ้านหลังแรกจะได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีในกรณีที่คอนโดนั้นมีมูลค่าต่ำกว่า 50 ล้านบาท แต่หากคอนโดมีมูลค่าเกินกว่า 50 ล้านบาทก็จะต้องเสียภาษีโดยคำนวณจากมูลค่าของทรัพย์สินเฉพาะส่วนที่จาก 50 ล้านบาทขึ้นไป ตามหลักการของอัตราภาษีก้าวหน้า ตามอัตราภาษีที่แสดงด้านล่างนี้ครับ

    LandBuildingTax01

    บ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไป

    หากมีบ้านมากกว่า 1 หลัง บ้านตั้งแต่หลังที่ 2 เป็นต้นไปจะต้องเสียภาษีโดยไม่มีการยกเว้นใดๆ ไม่ว่าบ้านนั้นจะเป็นคอนโดหรือที่อยู่แนวราบก็ตาม ส่วนจำนวนภาษีที่ต้องเสียนั้นก็จะใช้หลักการอัตราภาษีก้าวหน้า โดยคอนโดที่มีมูลค่ามากกว่าก็จะเสียภาษีในจำนวนที่มากกว่า ตามอัตราภาษีที่แสดงในตารางด้านล่างนี้

    LandBuildingTax02

    วิธีการคำนวณภาษี

    การคำนวณภาษีของที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดนั้นมีวิธีการที่แตกต่างจากที่อยู่อาศัยแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดหรือห้องชุดนั้นจะคำนวณภาษีจากมูลค่าห้องชุด

    การคำนวณภาษีคอนโด

    ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดหรือห้องชุดคำนวณภาษีได้ ดังนี้

    ภาระภาษี = มูลค่าห้องชุด x อัตราภาษี

    มูลค่าห้องชุด ทราบได้จากการนำราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด (บาท/ตารางเมตร) มาคูณด้วยขนาดพื้นที่ห้องชุด (ตารางเมตร)

    ตัวอย่างการคำนวณภาษีคอนโด

    คุณมีบ้านสองหลังบ้านหลังแรก มูลค่า 8 ล้านบาท บ้านหลังแรกจึงได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด แต่บ้านหลังที่ 2 มูลค่า 15 ล้านบาทนั้นคุณจะต้องเสียภาษีตามอัตราภาษีก้าวหน้า โดยบ้านหลังที่ 2 นั้นเป็นคอนโดที่มีพื้นที่ 60 ตารางเมตร ซึ่งมีวิธีการคำนวณภาษีดังนี้

    ขั้นที่ 1 คำนวณหามูลค่าห้องชุด

    ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด กรมธนารักษ์ (สมมติ) เท่ากับ 66,000 บาทต่อตารางเมตร ดังนั้นคอนโดที่มีพื้นที่ 60 ตารางเมตร จะมีมูลค่าห้องชุด 66,000 x 60 = 3,960,000 บาท

    ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีตามอัตราภาษี

    นำมูลค่าห้องชุดที่คำนวณได้ในขั้นตอนที่ 1 คูณด้วยอัตราภาษี ซึ่งจากอัตราภาษีที่เรียกเก็บจริงของคอนโดที่มีมูลค่ามากกว่า 0 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 5 ล้านบาทอยู่ที่ 0.03% จึงคำนวณภาษีได้ดังนี้

    3,960,000 x 0.03% = 1,188 บาท

    ดังนั้นต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับคอนโดที่เป็นบ้านหลังที่ 2 จำนวน 1,188 บาท

    การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นจะทำให้เกิดความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี และกระตุ้นให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน อีกทั้งยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ในการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วย

    Cr.ddproperty.com

  • 14798851761479902030l

    น้ำพระราชหฤทัย ในหลวงรัชกาลที่ 9 ธ สถิตในดวงใจ 3 องคมนตรี

    ตำแหน่งองคมนตรีมีมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แต่เดิมเรียกว่า “ปรีวิเคาน์ซิล”หรือ “ที่ปรึกษาในพระองค์” ตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑ วันอาทิตย์ เดือนเจ็ด ขึ้น ๒ ค่ำ ปีจอ ฉศก จุลศักราช ๑๒๓๖

    ตำแหน่งองคมนตรีมีเรื่อยมาแม้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2550 ได้บัญญัติเรื่ององคมนตรีไว้ในมาตรา 12 ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นองคมนตรี

    คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

    ดังนั้น กว่า 70 ปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชย์ มีองคมนตรีหลายคนที่ทำหน้าที่ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท จึงปรากฏความประทับใจที่องคมนตรีมีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

    เช่น 3 องคมนตรี ที่เคยเป็นอดีตนายกฯ ได้เล่าถึงน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์ต่อองคมนตรีไว้ ดังนี้

    พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

    การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นถือมั่นในพระปฐมบรมราชโองการในการทรงครองแผ่นดิน”เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”เป็นผลประจักษ์ชัดว่า ประชาชนของพระองค์มีความปลื้มปีติโสมนัสอย่างยิ่ง ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความผาสุกมากขึ้น คนในชนบทมีความรู้ความเข้าใจในการทำมาหาเลี้ยงชีพดีขึ้นมีรายได้เพิ่มขึ้น เข้าใจใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง”

    ไม่เพียง “คน” เท่านั้น ที่ได้รับพระราชทานพระเมตตา พระมหากรุณาธิคุณและน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “สัตว์ ภูเขา สิ่งแวดล้อม ฯลฯ” ก็ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณเช่นเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยในทุกเรื่อง ที่มีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน ที่มีผลกระทบต่อประเทศ ได้พระราชทานพระราชดำริ และพระราชดำรัสแนะนำเจ้าหน้าที่ให้ลองไปปฏิบัติ ทรงรับความคิดเห็น ข้อเสนอของเจ้าหน้าที่ ทรงร่วมพิจารณา และมีพระบรมราชวินิจฉัยแก้ไขให้นำไปใช้ได้ ทั้งทรงใส่พระราชหฤทัยและทรงติดตามผลงานเป็นเนืองนิจ

    น้ำพระราชหฤทัยปกเกล้าฯ ทั่วหล้า

    เมื่อผู้เขียนดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ไม่สามารถอ้างอิงวันเดือนได้ แต่เป็นปลายปี 2517 พล.ต.เทียนชัย จันมุกดา หัวหน้านายทหารรักษาความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปตรวจภูมิประเทศเพื่อวางแผนในการถวายอารักขาเรานัดพบกันบนภูผาเหล็กเวลา10.30 น. พอถึงเวลาอาหารกลางวัน ผู้เขียนชวนคุณเทียนชัยให้รับประทานข้าวห่อที่กองทัพเตรียมไป คุณเทียนชัยบอกว่า เตรียมข้าวห่อมาจากกรุงเทพฯ ด้วยแล้ว คุณเทียนชัยเล่าต่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้เตรียมข้าวห่อไปด้วย จะได้ไม่เป็นภาระของกองทัพ กองทัพมีภาระมากอยู่แล้ว นี่คือน้ำพระราชหฤทัยสุดประเสริฐของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    เมื่อวันที่ 13-16 ตุลาคม 2518 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน ประทับแรมที่เขื่อนอูนของกรมชลประทาน ขณะนั้นยังไม่มีพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ก่อนเสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่เจ้าหน้าที่ผู้ถวายงานและรับเสด็จ ผู้เขียนได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้ประทับต่อไปอีก 2-3 วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า “ฉันมีความจำเป็นต้องกลับ แต่ถ้าแม่ทัพอยากให้ฉันมาอีกเมื่อใด ให้บอกไป ฉันจะมา” เป็นพระราชดำรัสที่ผู้เขียนจะไม่มีวันลืม และไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายถึงสิ่งที่มีอยู่ในพระราชหฤทัย

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวสยาม

    และเมื่อผู้เขียนดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและนายกรัฐมนตรีในบางประเทศมีการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือเป็นจารีตประเพณีว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีหน้าที่ต่อการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลอย่างไร รัฐธรรมนูญเรามิได้กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจหลายอย่างที่ทรงเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผ่านรัฐบาลนายกรัฐมนตรีของประเทศเราจะขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเฝ้าฯตามระยะเวลา เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานการปฏิบัติหน้าที่ และหรือ เรื่องอื่น ๆ เช่น ขอพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำ ขอพระราชทานพระราชดำริ ฯลฯ

    ผู้เขียนก็ปฏิบัติหน้าที่เช่นนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามที่กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณทุกครั้งอย่างเต็มพระราชหฤทัย ในบางครั้งจะทรงเตือนในเรื่องต่าง ๆ ที่ทรงเห็นว่า จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล เพื่อความผาสุกของราษฎร อันเป็นผลให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบแนวทางบริหารราชการแผ่นดินจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกทางหนึ่ง

    ธานินทร์ กรัยวิเชียร

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเป็นนักกฎหมายโดยวิชาชีพ แต่ทรงเข้าถึงแก่นแท้และจิตวิญญาณของกฎหมายอย่างแท้จริง พระอัจฉริยภาพของพระองค์เป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่ผมอยู่เสมอ จากพระบรมราชวินิจฉัยฎีกาพระราชทานอภัยโทษในคดีต่าง ๆ หรือ จากพระราชกระแสเกี่ยวกับปัญหาทางด้านกฎหมาย ที่พระราชทานให้คณะองคมนตรีพิจารณา นอกจากนี้ พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานหลายโอกาส ยังแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่นักกฎหมายและบุคคลทั่วไปถึงพระอัจฉริยภาพทางกฎหมายอันลึกซึ้งยิ่งนัก

    พระอัจฉริยภาพทางกฎหมายเรื่องหนึ่งที่ประทับอยู่ในดวงใจผมตลอดมาคือ พระราชดำริในเรื่องความยุติธรรม อันความยุติธรรมนี้นักกฎหมายทุกคนทราบดีว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นสุดยอดแห่งความยากที่จะวินิจฉัยว่าสิ่งใดยุติธรรมสิ่งใดไม่ยุติธรรมในหมู่นักกฎหมายด้วยกันเองยังมีข้อถกเถียงกันได้อย่างไม่จบสิ้น

    อุปสรรคหนึ่งที่สำคัญในระบบกฎหมายไทยตั้งแต่ได้มีการปฏิรูประบบกฎหมายในครั้งรัชกาลที่5มาจนถึงปัจจุบัน คือ เราถือตามหลักระบบกฎหมายอังกฤษที่ว่า “ตัวกฎหมายนั่นแหละคือความยุติธรรม” ดังนั้น แม้จะเห็นกันทั่วไปว่ากฎหมายบทนั้นบทนี้ไม่ยุติธรรม ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ไม่ยุติธรรม จนกว่าจะได้แก้ไขกฎหมายนั้นเสียก่อน

    กฎหมายไม่สำคัญเท่าความยุติธรรม

    สำหรับในเรื่องนี้พระบรมราโชวาทองค์หนึ่งเกี่ยวกับความยุติธรรมกับกฎหมายซึ่งให้แง่คิดที่ควรใคร่ครวญและศึกษาอย่างลึกซึ้งคือ

    “…กฎหมายทั้งปวงนั้นเราบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับรักษาความยุติธรรม กล่าวโดยสรุปคือ ใช้เป็นแบบแผนแห่งความประพฤติปฏิบัติของมหาชนสถานหนึ่ง กับใช้เป็นแม่บทในการพิจารณาตัดสินความประพฤติปฏิบัตินั้น ๆ ให้เป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงตรงอีกสถานหนึ่ง”

    “โดยที่กฎหมายเป็นแต่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าวจึงไม่ควรจะถือว่ามีความสำคัญยิ่งไปกว่าความยุติธรรมหากควรจะต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมาย และอยู่เหนือกฎหมาย การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใด ๆ โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายเท่านั้น ดูจะไม่เป็นการเพียงพอ จำต้องคำนึงถึงความยุติธรรมซึ่งเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ การใช้กฎหมายจึงจะมีความหมาย และได้ผลที่ควรจะได้”

    ทรงไม่ถือโทษ-โกรธเคือง
    ผู้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

    ผมยังพิศวงใจในสิ่งหนึ่งซึ่งเฝ้าสังเกตมานานปีด้วยว่า ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะวิกฤตสักปานใดพระองค์ไม่เคยทรงหวั่นไหว และมีพระบรมราชวินิจฉัยแก้ไขวิกฤตของบ้านเมืองตามกรอบแห่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้คลี่คลายผ่านพ้นไปด้วยดีเสมอมา อีกทั้งเมื่อมีผู้ใดจาบจ้วงล่วงละเมิดพระองค์ ไม่ว่าจะโดยบิดเบือนสถานการณ์ หรือ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ หรือโดยการปั้นน้ำเป็นตัว จะเห็นเป็นที่ประจักษ์แจ้งทั่วกันว่าไม่เคยทรงตอบโต้หรือทรงมีปฏิกิริยาในทางใด ๆ ทั้งสิ้น

    พระองค์ทรงสงบนิ่ง เสมือนหนึ่งไม่เคยทรงมีเรื่องเหล่านี้มาแผ้วพานให้ทรงระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเลย พระองค์ทรงปฏิบัติได้อย่างไร? เรื่องนี้จะคิดเห็นเป็นอื่นคงจะยาก นอกจากพระองค์ทรงปฏิบัติทศพิธราชธรรม ประการที่ 7 “อักโกธ” หรือ “ความไม่โกรธ” และทรงบำเพ็ญ “อภัยทาน” ได้อย่างบริสุทธิ์และบริบูรณ์ ขณะเดียวกัน พระองค์ทรงดำรงมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรมและทรงแน่วแน่ในอันที่จะทรงบำเพ็ญระหว่างพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการสมดังพระราชปณิธานในพระปฐมบรมราชโองการอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยพระพลังแห่งพระจิตอันหนักแน่น เด็ดเดี่ยว มั่นคง และด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการส่งเสริมพระบารมีในพระองค์ ซึ่งสูงส่งและสดใสอยู่แล้วให้ยั่งยืนต่อไปชั่วกาลนาน

    พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

    ภารกิจในฐานะนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะเรียกได้ว่าผมได้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกครั้งที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านไม่ว่าจะเป็น การนำบุคคลสำคัญจากต่างประเทศเข้าเฝ้าฯ หรือว่าเข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงาน การดำเนินการต่าง ๆ ทำให้ผมได้ประจักษ์แจ้งชัดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถ ในทุก ๆ ด้านอย่างแท้จริง สิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานมาให้นั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวทางพระราชดำริ พระราชดำรัสเตือน หรือว่าพระราชดำรัสชมเชย กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายกฯ อย่างผมมีความเชื่อมั่นที่จะทำงานอย่างต่อเนื่องไปได้

    ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า พระองค์ท่านพระราชทานพระราชดำรัส แนะนำให้ทำอย่างนี้อย่างนั้น แต่เป็นลักษณะที่ถือว่าพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำอย่างจริง ๆ เช่น ปีที่สหพันธรัฐรัสเซียมีความสัมพันธ์กับราชอาณาจักรไทยครบหนึ่งร้อยปี ผมได้มีโอกาสพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งท่านประธานาธิบดีได้ยืนยันที่จะกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ในวาระอันเป็นมงคลนี้และผมรับปากว่า จะนำเรื่องนี้ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ปรากฏว่า เมื่อผมนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสแนะนำว่า

    พระมหากษัตริย์ “ผู้ให้”

    “การที่จะรักษาความสัมพันธ์กับประเทศที่มีความสัมพันธ์กับเรามาเป็นเวลานานนั้น เป็นสิ่งที่ดี” นั่นคือพระองค์ท่านทรงเห็นด้วย แต่มีพระราชดำรัสต่อไปว่า พระองค์ท่านเสด็จฯไปไม่ได้ แต่อยากจะให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผู้แทนพระองค์ ซึ่งเป็นที่มาของการเสด็จฯ เยือนสหพันธรัฐรัสเซียของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งครบรอบความสัมพันธ์ หนึ่งร้อยปีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับ สหพันธรัฐรัสเซีย พ.ศ. 2550

    พระราชประสงค์ข้อนี้ ผมคิดว่า คนไทยทุกคนน่าจะพอทราบอยู่แล้วบ้าง หากได้ติดตามพระราชดำรัสในการเสด็จออกมหาสมาคม วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี พระองค์ท่านมักพระราชทานแนวทางกว้าง ๆ แก่ประชาชน มีทั้งพระราชดำรัสแนะนำ ตักเตือน และพระราชทาน กำลังใจ ซึ่งทั้งสามประการนี้ ถ้าใครได้ย้อนกลับไปอ่านพระราชดำรัสที่มีคนตีพิมพ์ให้ดี จะเห็นว่า ล้วนเป็นพระราชดำรัสที่ไม่ได้ทรงเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่หลั่งไหล ออกมาจากน้ำพระราชหฤทัยจริง ๆ

    หมายเหตุ เรียบเรียงจากหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับคณะองคมนตรี” จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

    Cr.prachachat.net

  • 9F3D8D8B606149D4BDAB582AF6899529

    “แม่ทัพนายกองยิ้มพร้อมกัน” คลิปสุดประทับใจ ในหลวง ทรงถ่ายภาพให้ด้วยพระองค์เอง

    ภาพแห่งความประทับใจของพสกนิกร โดยบริษัท แปซิฟิค อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ได้เผยแพร่คลิป “จากศิริราชถึงสวนจิตรลดา” ซึ่งเป็นการบันทึกภาพเมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จออกจากโรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2538 โดยพระองค์ทรงเสด็จมาบริเวณลานสมเด็จพระมหิตลาธิเบศ อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก มีประชาชนเข้าเฝ้ารับเสด็จตลอดสองข้างทาง โดยพระองค์ทรงถ่ายภาพประชาชน และถ่ายภาพสมเด็จย่าระหว่างทางตลอดเวลา

     

    จนเสด็จพระราชดำเนินมาถึงยังพระตำหนักสวนจิตรดารโหฐาน มีคณะรัฐบาล และกองทัพ เข้าเฝ้ารับเสด็จ พระองค์ได้ทักทายอย่างไม่ถือองค์ ก่อนที่จะถ่ายภาพของคณะบุคคลและรับสั่งว่า ให้ยิ้มพร้อมกัน โดยตรัสก่อนถ่ายภาพว่า “แม่ทัพนายกองยิ้มพร้อมกัน” จากนั้นทรงตรัสอีกว่า “แม่ทัพนายกองอยู่ด้วยกันจะได้ยิ้มด้วยกัน” ก่อนที่จะหันมายังคณะรัฐบาล และทรงถ่ายภาพให้พร้อมทรงรับสั่งว่า “รัฐบาลยิ้ม” และทรงมีพระอารมณ์ขัน ต่อคณะองคมนตรี เมื่อทรงถ่ายภาพให้โดยตรัสว่า องคมนตรี สั่งไม่ได้ ซึ่งคลิปดังกล่าวสร้างความประทับใจต่อพสกนิกร ที่ได้เห็นพระเมตตาของพระองค์

    ชมคลิปเต็ม

    Cr.www.khaosod.co.th

  • art-1839006_960_720 copy

    6 ข้อคิดเรื่องเงินของคนมีคู่

    1. ไม่ควรสร้างหนี้จากการแต่งงาน

     

    สำหรับคนที่มีทุนเก่าจากทางบ้านสนับสนุนอุดหนุนเงินทองอย่างเหลือเฟือ จะจัดงานแต่งใหญ่เวอร์วังอลังการขนาดไหนก็ย่อมทำได้เพราะมีงบไม่อั้น  จัดไป!!

    แต่ถ้าเรามีงบจัดงานแต่งอันน้อยนิดกระจิดริด แล้วคิดจัดงานใหญ่โต วาดฝันไว้ว่าจะนำเงินในซองของแขกมาจ่ายค่าจัดงานแต่ง ขอบอกเลยว่ายาก!! เพราะต้องมานั่งลุ้นจนตัวโก่งว่าจะพอจ่ายมั๊ย

     

    เงินในซองของแขก > เงินค่าจัดงานแต่ง ==> คุ้มทุน รอดตัวไป

    เงินในซองของแขก < เงินค่าจัดงานแต่ง ==> ขาดทุนต้องควักเงินตัวเองไปจ่าย

     

    คราวนี้ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นล่ะ ก็ไม่พ้นเรื่องการไปกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย ส่วนตัวมองว่า “ขนาดของงานแต่ง มันไม่ได้บอกถึงอนาคตของความรัก” การจัดงานแต่งงานนั้นเป็นเพียงการประกาศให้โลกรู้ว่าเราสองคนแต่งงานกันละนะ ส่วนชีวิตจริงมันเป็นการดูแลกันช่วงหลังการแต่งงานไปแล้วว่า ทั้งสองคนจะกอดคอไปกันรอดมั๊ย

    มันคงเป็นเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา ถ้าหนี้เล็กๆจากการแต่งงานเป็นตัวดึงให้เกิดหนี้สินอื่นๆตามมาและเป็นตัวจุดชนวนให้เกิด การทะเลาะกันในครอบครัวจนทำให้ต้องแยกทางกัน บ๊าย!!

     

    2. ทำให้เงินสินสอดเติบโต

     

    เงินสินสอดเป็นเงินทุนเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่จะต้องช่วยกันคิดว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง ที่จะต้องคุยกันอย่างเปิดเผย จดบัญชีไว้รัวๆ จะได้รู้ว่าตอนนี้เงินของเราสองคนเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง  ส่วนตัวผู้เขียนจัดการเงินสินสอดโดยการแบ่งไว้ 3 ส่วน

    ส่วนที่ 1 : 50% ของเงินสินสอด เพื่อลูก

    เก็บไว้ใช้ในระยะปานกลาง คือ วางแผนเพื่อลูกในวัยเข้าเรียนชั้นอนุบาล เป็นเงินที่สำคัญจะเสี่ยงมากไม่ได้ จึงเลือกเก็บในที่ที่มีความเสี่ยงต่ำๆ และถอนออกยากๆจะได้ไม่เผลอหยิบออกมาใช้ เราเก็บไว้ที่ สลากออมสินเพราะวันที่สลากครบกำหนดอีก 3 ปีข้างหน้า เป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินพอดี แถมยังลุ้นถูกรางวัลอีกด้วย

     

    ส่วนที่ 2 : 45% ของเงินสินสอด เพื่อเงินฉุกเฉินและเงินลงทุน

    เก็บไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินและเงินลงทุน เราก็จะต้องอัพเดทให้ดูเรื่อยๆว่าพอร์ตลงทุนเป็นอย่างไร จะได้เข้าใจและช่วยกันติดตามข่าวสาร แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน แล้วให้เราจัดการเองทุกอย่าง มันไม่ใช่นะ เงินของเราทั้งสองคนก็ต้องช่วยกันดูแล อย่างน้อยก็ต้องรับฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจจะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันหลังจากเสียหายจากการลงทุนไปแล้ว

    • เงินฉุกเฉิน เป็นเงินระยะสั้นเอาไว้ใช้ในช่วงเร่งด่วน เก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เบิกใช้ได้สะดวก
    • เงินลงทุนเพื่อเติบโต ก็จะลงในที่ที่มีความเสี่ยงเพื่อสร้างเงินให้เติบโต เช่น การลงทุนหุ้น

     

    ส่วนที่ 3  : 5% ของเงินสินสอด เพื่อสนุกสนานลั้นลา

    เติมพลังให้ชีวิตก็ต้องไปเที่ยวกันบ้าง ก็แบ่งเงินสินสอดมานิดหน่อย เราตั้งไว้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ถ้าเงินสินสอดไม่พอเที่ยวก็จะต้องช่วยกันเก็บเงินเพิ่ม โดยเก็บไว้ที่ที่มี ความเสี่ยงต่ำ เราเลือกเก็บที่บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

     

    3. ตั้งเป้าหมายชีวิตคู่ร่วมกัน

     

    ฉันก็มีความฝันของฉัน

    เขาก็มีความฝันของเขา

    แต่ถ้า “ฉันและเขา” แต่งงานกัน

    ก็จะต้องมีความฝันของเราร่วมกัน

     

    แต่ละคนก็จะมีเป้าหมายของตัวเอง แต่พอได้แต่งงานกันแล้วก็จะต้องเพิ่มเป้าหมายของเราสองคนเข้าไปด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าเรากำลังเดินจูงมือกันมุ่งหน้าไปทางไหนและตอนนี้ควรทำอะไรบ้าง เช่น วางแผนเก็บเงินซื้อบ้าน เราทั้งสองคนก็จะรู้ว่าตอนนี้กำลังจะสะสมเงินก้อนเพื่อใช้จ่ายเป็นค่าดาวน์บ้าน ซื้อเฟอร์นิเจอร์และผ่อนบ้านในอนาคต

     

    สิ่งที่ควรทำ คือ การใช้จ่ายอย่างประหยัด

    ต้องหาวิธีเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น

     

    เมื่อเรามีเป้าหมายนี้แล้ว เวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้จ่ายเงินเพลิน เช่น ฝ่ายหญิงชอบช้อปปิ้งเครื่องสำอาง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หรือฝ่ายชายชอบแต่งรถ ก็อาจจะงัดเป้าหมายนี้มาคุยกันว่า “ถ้าตอนนี้ยังใช้จ่ายเงินแบบนี้อยู่ เมื่อไหร่เป้าหมายบ้านในฝันของเราจะเป็นจริง”

     

    4. คนมีคู่ควรแบ่งเงินเป็น 3 กอง

     

    บางครอบครัวอาจจะรวมกระเป๋าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่รู้จักวิธีจัดการเงินเป็นคนถือและดูแลเรื่องเงิน ในขณะที่บางคู่อาจจะแยกกระเป๋ากันแล้วบอกว่าใครจะรับผิดชอบรายจ่ายอะไรบ้าง มันก็แล้วแต่เราจะตกลงกัน ส่วนตัวจะใช้อีกวิธีหนึ่งที่แบ่งเงินออกเป็น 3 กอง คือ

    • เงินของเรา เงินที่ไว้ใช้กับเรื่องส่วนตัวของเราเอง เช่น ช้อปปิ้ง ไปสังสรรค์กับเพื่อน
    • เงินของเขา เงินที่ไว้ใช้กับเรื่องส่วนตัวของเขา เช่น ไปกินดื่มกับเพื่อนๆ ค่าอุปกรณ์กีฬา
    • เงินกองกลาง เป็นเงินที่ใช้จ่ายกับกิจกรรมที่เราทำร่วมกันก็จะจ่ายจากส่วนนี้ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าเช่า(หรือผ่อน)บ้าน ค่าอาหาร ค่าของใช้ในบ้าน ค่าไปเที่ยว ฯลฯ
      • รวมรายจ่ายที่ต้องใช้แล้วหารสองก็จะรู้ว่าควรใส่เงินกับกองกลางเท่าไหร่ เช่น ใช้จ่ายร่วมกันเดือนละ 20,000 บาท ก็ควักเงินคนละ 10,000 บาทไว้ที่กองกลาง (แต่ถ้าทั้งสองคนมีรายได้ต่างกันมากๆก็อาจจะแบ่งเก็บเงินกองกลางเป็น % ตามรายรับของตนเองก็ได้นะจ๊ะ)

    ส่วนตัวมองว่าเพื่อความโปร่งใส ควรจดบัญชีว่ารายจ่ายของเงินส่วนกลางว่าใช้ไปกับอะไรบ้าง ถ้าใช้เงินหมดเร็วจะได้กลับมาดูบัญชีว่าหมดเงินไปกับอะไร จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันว่าเงินหายไปไหน แล้วจะได้ช่วยกันแก้ไข

    ในขณะที่บางคนอาจจะมองว่าไม่ไว้ใจกันใช่มั๊ยถึงต้องคอยตรวจสอบกันตลอดเวลา ลองมองอีกมุมหนึ่งว่ามันคงรู้สึกอึดอัดมากถ้าต้องมาหวาดระแวงเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะนำเงินไปทำอะไรในทางเสียหายจนเงินหมดหรือว่าเอาไปให้กิ๊กรึเปล่า ส่วนตัวมองว่าการจดบัญชีให้โปร่งใสจะทำให้ เราสองคนเกิดความสบายใจ

     

    5.อย่าให้ความชอบส่วนตัวมาทำให้ระบบการเงินในครอบครัวพังยับเยิน

     

    เงินของชั้น!! จะเอาไปซื้ออะไรก็ได้

    ฝ่ายชาย : ชอบแต่งรถ ซื้ออุปกรณ์กีฬา ซื้อจักรยาน

    ฝ่ายหญิง :  ชอบซื้อเครืองสำอาง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า

     

    ถ้าเราแต่งงานกันแล้ว นอกจากซื้อของจากความชอบส่วนตัวแล้วก็ต้องแคร์เป้าหมายของเราทั้งสองคนด้วย เพราะมันจะต้องเดินพร้อมๆกัน ลองคิดดูว่าถ้าเราใช้เงินเพื่อความชอบ เพื่อความฝันของเราทุกอย่าง จนทำให้ระบบการเงินของครอบครัวพังยับเยิน เกิดหนี้สินรุงรังตามมา อนาคตชีวิตคู่ของเราต้องสะดุดอย่างแน่นอน

     

    2 คำถามจากแฟนเพจ

    คำถามที่ 1แฟนชอบซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมจะทำไงดีครับ

    อย่าพึ่งคิดไปเองว่าแฟนใช้จ่ายสิ้นเปลือง ควรสอบถามแฟนว่าที่ซื้อมาทั้งหมดนี้ “ใช้เองหรือเก็งกำไร” เพราะกระเป๋าแบรนด์เนมบางรุ่นมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ซื้อมาแล้วขายไปได้กำไรส่วนต่าง ถ้าจะให้ดีมากขึ้นเราก็อาจจะสอบถามต่อไปว่า มีวิธีการเก็งกำไรยังไงแบบไหนบ้าง เราจะได้เข้าใจแฟนแล้วจะได้มีความรู้การลงทุนแนวใหม่มากขึ้น

    ถ้าแฟนตอบว่า “ซื้อมาใช้เอง” แต่เรามองว่ามันมากเกินไปและทุกวันนี้ก็ใช้อยู่ไม่กี่ใบ ควรสอบถามกลับไปว่า “ทำไมถึงซื้อเยอะขนาดนี้ ของเก่าใช้คุ้มแล้วรึยัง” พร้อมกับงัดเป้าหมายของเราทั้งสองคนขึ้นมาคุยว่า ถ้ายังใช้จ่ายแบบนี้ต่อไป เป้าหมายของเราคงไม่สำเร็จสักที อาจจะแนะนำทางเลือกว่าอาจจะขายของเก่าแล้วไปซื้อของใหม่ หรือว่าซื้อลดการซื้อให้น้อยลง

     

    คำถามที่ 2 แฟนชอบแต่งรถทำไงดีคะ

    การแต่งรถมันไม่ได้แต่งทีเดียว มันค่อยๆแต่งทีละเล็กทีละน้อย เราก็จะไม่รู้ว่ารวมๆกันแล้วหมดไปกับคันนี้เท่าไหร่แล้ว วิธีที่จะทำให้เห็นภาพง่ายที่สุด คือ รวบรวมใบเสร็จค่าแต่งรถทั้งหมดมาเรียงกันแปะไว้ที่กระดาน แล้วบวกกันว่าหมดเงินไปแล้วเท่าไหร่ พร้อมกับบอกว่าถ้านำเงินก้อนนี้ไปใช้ลงทุนจะทำให้เงินเติบโตเท่าไหร่ แล้วย้ำเป้าหมายการเงินของเราทั้งสองคนว่าคืออะไร ถ้ามีค่าใช้จ่ายส่วนนี้มากเกินไปจะทำให้ไปถึงเป้าหมายช้าก็ได้

     

    6. หนี้ฉัน หนี้เขา หนี้ของเรา

     

    เรื่องหนี้สินเป็นสำคัญมากๆ บางคนคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องส่วนตัวไม่ต้องบอกกันก็ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดการทะเลาะ การไม่ไว้ใจกันและไม่เข้าใจกันได้ จนทำให้ครอบครัวแตกแยก ทางที่ดีเราควรคุยกันให้ชัดเจนก่อนแต่งงานว่า…

    หนี้ฉัน หนี้เขา : คุยกันว่าแต่ละคนมีหนี้อะไรบ้าง มียอดหนี้เท่าไหร่ จะรับผิดชอบหนี้ของตนเองหรือว่าจะให้อีกฝ่ายช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ สมมติว่าเรามีหนี้ผ่อนรถยนต์ จะให้อีกฝ่ายมาช่วยผ่อนรถด้วยนั้น เราควรเข้าใจด้วยว่าตอนนี้เขามีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เช่น เลี้ยงดูพ่อแม่ ผ่อนรถยนต์ ผ่อนบ้าน ก็อาจจะทำให้เขาไม่สามารถมาช่วยเราผ่อนรถยนต์ได้ ดังนั้น เราก็จะต้องรับผิดชอบหนี้ของตนเอง

    หนี้ของเรา : เมื่อแต่งงานแล้วสร้างทรัพย์สินร่วมกันก็จะกลายเป็นหนี้ของทั้งสองคนที่ต้องช่วยกันรับผิดชอบ ก็แบ่งกันว่าใครจะดูแลเท่าไหร่ ถ้าทำงานกันทั้งสองคนก็อาจจะแบ่งจำนวนเงินชำระหนี้ตามสัดส่วนรายได้

     

    แต่ว่า!!

     

    บางครั้งอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ถ้ามีฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตอย่างกะทันหัน หนี้ของเราทั้งสองคนที่สร้างมา ก็จะกลายเป็นภาระหนักกับอีกฝ่ายหนึ่งทันที เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เราควรทำ “ประกันชีวิต” คุ้มครองภาระหนี้สินไว้ด้วย เพื่อจะได้บรรเทาความเดือดร้อนทางด้านภาระค่าใช้จ่ายให้กับคนที่เรารักได้

     

    ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตการแต่งงานจะออกมาเป็นแบบไหน จะไปกันรอดหรือไม่ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่ที่การนอนคุยกัน อิอิ ย้ำซ้ำๆอีกครั้งว่าแนวความคิดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านจะต้องนำไปปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์ของครอบครัวตัวเองนะจ๊ะ

     

    ขอให้ทุกท่านโชคดี จุ๊บๆ

     

    couple-01  6 ข้อคิดเรื่องเงินของคนมีคู่ couple 01

     

     

    Cr.aommoney.com

© 2016 THE BANGKOK RESIDENCE. All Rights Reserved