• หน้าทางเลียบเจ้าพระยา

    กทม.เดินหน้าทางเลียบเจ้าพระยา ปรับแบบ-ประมูลเฟสแรก เม.ย.นี้

    โปรเจ็กต์ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เฟสแรก 14 กม. ดีเดย์ เม.ย.เปิดประมูล 4 สัญญา 8.4 พันล้าน เคลียร์พื้นที่ 10 ชุมชนลงตัว ตอกเข็ม ก.ค.นี้ ปรับแบบใหม่ลดขนาดความกว้างสะพานเหลือ 7-10 ม. เป็นทางคนเดิน จักรยาน พร้อมจุดชมวิวแลนด์มาร์กใหม่เมืองกรุง

    พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เฟสแรก ระยะทาง 14 กม. จากสะพานพระราม 7-สะพานปิ่นเกล้า มีความคืบหน้าไปมาก ขณะนี้ขั้นตอนการออกแบบปรับแก้ไขแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ภายในเดือน ก.ค.-ส.ค. 2560 นี้ จเริ่มตอกเข็มก่อสร้าง หลังจากได้ตัวผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นทางการ ซึ่งจะแบ่งงานก่อสร้างเป็น 4 สัญญา ค่าก่อสร้างรวม 8,362 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล ผูกพัน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2563

    “เร็ว ๆ นี้จะเดินหน้าได้ เพราะขณะนี้เคลียร์ทุกอย่างจบแล้ว ทั้งการรื้อย้ายชุมชน การออกแบบรายละเอียด ส่วนค่าก่อสร้างก็ลดลงมาได้เยอะ”

    มหาดไทยไฟเขียว

    นายไทวุฒิ ขันแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานออกแบบ สำนักการโยธา กทม. เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับงานก่อสร้าง 4 สัญญา แต่ละสัญญาจะมีระยะทางประมาณ 3.5 กม. ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 จากพระราม 7-คลองบางซื่อ วงเงิน 1,770 ล้านบาท ช่วงที่ 2 วงเงิน 2,470 ล้านบาท จากคลองบางซื่อ-สะพานปิ่นเกล้า ช่วงที่ 3 จากสะพานพระราม 7-คลองบางพลัด วงเงิน 2,061 ล้านบาท และช่วงที่ 4 จากคลองบางพลัด-คลองสามเสน วงเงิน 2,061 ล้านบาท

    “ตอนนี้กระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้ กทม.ดำเนินการแล้ว รอแค่ให้กรมเจ้าท่าอนุญาตให้ใช้พื้นที่ ตั้งเป้าจะเปิดประกวดราคาในเดือน เม.ย.นี้ จากนั้นจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติผลประมูล และลงนามในสัญญา เพราะวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท ส่วนการตอกเข็มน่าจะประมาณเดือน ก.ค.-ส.ค. ใช้เวลาก่อสร้าง 18 เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2561 หรืออย่างช้าต้นปี 2562”

    เคลียร์พื้นที่ 10 ชุมชนจบ

    สำหรับการเคลียร์พื้นที่ก่อสร้าง นายไทวุฒิ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 495 ล้านบาท เพื่อรื้อย้าย 285 ครัวเรือน ใน 10 ชุมชนออกจากพื้นที่ได้แก่ ชุมชนปากคลองบางเขนใหม่ ชุมชนวัดสร้อยทอง ชุมชนวัดฉัตรแก้ว ชุมชนเขียวไข่กา ชุมชนราชผาทับทิม ชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม ชุมชนมิตตคาม 2 ชุมชนมิตตคาม 1 ชุมชนสีคาม และชุมชนวัดเทวราชกุญชร โดยจะเริ่มรื้อเดือน มิ.ย.นี้เป็นต้นไป เพื่อส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้ผู้รับเหมา ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างเดือน ก.ค. โดยเริ่มสร้างบริเวณฝั่งธนบุรีเป็นลำดับแรก เพราะไม่ติดรื้อย้ายชุมชนเหมือนฝั่งพระนคร

    พิมพ์เขียวทางเลียบเจ้าพระยา

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้ปรับแบบรายละเอียดใหม่ จะก่อสร้างเป็นทางเลียบแม่น้ำขนาดความกว้างฝั่งละ 7-10 เมตร ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 12-19 เมตร องค์ประกอบของโครงการจะเป็นทางจักรยาน ถนนคนเดิน จะเป็นรูปแบบสวนทางกันได้ พร้อมมีจุดแลนด์มาร์กเพื่อเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ บริเวณสะพานพระราม 7 อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ และท่าวาสุกรี

    ด้านรูปแบบก่อสร้างโครงการ แบ่งออกเป็น 12 แผนงาน ประกอบด้วย 1.พัฒนาพื้นที่ชุมชน จะฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรม รวมถึงสืบสานวิถีชีวิตของชุมชน ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยว 2.พัฒนาจุดหมายตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ พิพิธภัณฑ์กรุงเทพมหานคร, สวนเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 7, พิพิธภัณฑ์มรดกเจ้าพระยา, ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์โรงเรือพระราชพิธี นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์ ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และเขตพระราชฐาน

    3.พัฒนาท่าเรือ ให้เป็นจุดเชื่อมต่อการสัญจรทางน้ำที่ประชาชนได้รับความสะดวก ปลอดภัย และปรับปรุงรูปแบบสถาปัตยกรรมให้มีความสอดคล้อง เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ 4.พัฒนาเส้นทางให้เข้าถึงพื้นที่ เช่น ปรับปรุงตรอกซอกซอย และเข้าถึงพื้นที่ริมแม่น้ำ

    ผุดแลนด์มาร์ก-จุดชมวิว

    5.พัฒนาทางเดินริมแม่น้ำ เชื่อมต่อพื้นที่มรดกวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกัน มีทางเดินเลียบแม่น้ำและทางเดินบนดิน เช่น จากสะพานพระราม 8 ถึงวัดบวรมงคล และบางอ้อ ถึงวัดวิมุตยาราม จะประกอบด้วย ทางเท้า ทางจักรยาน จุดชมทัศนียภาพ สะพานข้ามคลอง ฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนริมน้ำ

    6.ปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อนให้มีทัศนียภาพที่สวยงาม ซ่อมแซมเขื่อนที่ชำรุด ก่อสร้างส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้เสร็จสมบูรณ์ 7.พัฒนาศาลาริมน้ำ ให้เป็นจุดพักผ่อน ศาลาคอย 8.การพัฒนาพื้นที่บริการสาธารณะ เช่น ศูนย์บริการความช่วยเหลือ ข้อมูลท่องเที่ยว จุดบริการจักรยาน

    9.พัฒนาพื้นที่ศาสนสถาน การออกแบบพัฒนาภูมิทัศน์ให้คำนึงถึงคุณค่าและเคารพต่อศาสนา 10.พื้นที่แนวคูคลองประวัติศาสตร์ จะปรับปรุงภูมิทัศน์ริมฝั่งคลอง รวมถึงการใช้ประโยชน์พื้นที่ริมคลอง ด้านการสัญจรและการท่องเที่ยว 11.พัฒนาพื้นที่นันทนาการและสวนสาธารณะริมน้ำ โดยใช้พื้นที่ว่างและสาธารณะด้านหลังเขื่อนรองรับกิจกรรมนันทนาการ ลานกีฬา และสวนสาธารณะ รวมถึงแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังและเน่าเสียหลังเขื่อน

    และ 12.สร้างสะพานคนเดินข้ามใหม่ 2 จุด คือ จากชุมชนสะพานพิบูลฝั่งซ้าย ข้ามไปยังท่าเรือวัดฉัตรแก้วจงกลณี ฝั่งธนบุรี และจากห้างแม็คโคร สามเสน ข้ามไปยังท่าทราย ซอยจรัญสนิทวงศ์ 84 โดยแนวจะสร้างร่วมกับถนนเดิมที่มีอยู่ให้เป็นรูปแบบสะพานที่คนสามารถเดินข้ามได้ จะมีพื้นที่พิเศษ 5 แห่ง ที่รัฐสภาใหม่ วังเทวะเวสม์ ท่าวาสุกรี วังศุโขทัย และธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะเป็นพื้นที่อ่อนไหว

    ข่าวจาก

  • BTS ปรับขึ้นราคา

    คนกรุงอ่วมกทม.ขึ้นค่าโดยสารบีทีเอสจาก10เป็น15บาทพ.ค.นี้

    คนใช้รถไฟฟ้าอ่วม พ.ค.นี้ กทม.ปรับค่าโดยสารบีทีเอสส่วนขยาย “อ่อนนุช-แบริ่ง-สำโรง” “ตากสิน-บางหว้า” จาก 10 บาทเป็น 15 บาทตลอดสาย ชี้โดน รฟม.โขกค่าเช่ารางสายสีเขียว ปี”61 รื้ออัตราใหม่จ่ายเหมารายโซนพื้นที่

    พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า 3 เม.ย. 2560 จะเปิดใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อขยายแบริ่ง-สมุทรปราการ 1 สถานีถึงสถานีสำโรง มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิด หลัง บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ บีทีเอสซี ผู้รับจ้างเดินรถทดสอบเสมือนจริง 15 มี.ค.-2 เม.ย. จะเปิดใช้ฟรี 1 เดือนถึง 30 เม.ย. จากนั้น 1 พ.ค.เริ่มเก็บค่าโดยสาร อยู่ระหว่างพิจารณาอัตราที่เหมาะสม จากปัจจุบันค่าโดยสารส่วนต่อขยายตากสิน-บางหว้าและอ่อนนุช-แบริ่ง 10 บาทตลอดสาย

    BTS

    “เดิมการเดินทางของประชาชนจังหวัดสมุทรปราการจะต้องเดินทางด้วยรถสาธารณะ รถยนต์ส่วนตัวมาขึ้นสถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง เมื่อเปิดเดินรถ 1 สถานีครั้งนี้จะช่วยให้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ตามนโยบายนายกฯ ที่อยากให้พี่น้องที่อาศัยอยู่บริเวณไข่ขาว เช่น สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สะดวกสบายในการเดินทาง ซึ่งปลายปี” 61 จะเปิดใช้ตลอดเส้นทาง”

    รถไฟฟ้าสายสีเขียวแบริ่ง-สมุทรปราการ ระยะทางรวม 13 กม. มี 9 สถานี ได้แก่ 1.สถานีสำโรง 2.ปู่เจ้าสมิงพราย 3.พิพิธภัณฑ์เอราวัณ 4.โรงเรียนนายเรือ 5.สมุทรปราการ 6.ศรีนครินทร์ 7.แพรกษา 8.สายลวด 9.เคหะสมุทรปราการ คาดว่าจะมีผู้โดยสาร 1 แสนเที่ยวคน/วัน

    แหล่งข่าวจาก กทม.กล่าวว่า ตั้งแต่ 1 พ.ค.นี้ กทม.จะปรับค่าโดยสารโดยบีทีเอสส่วนต่อขยายเป็น 15 บาทตลอดสาย จากปัจจุบัน กทม.รับภาระแทนผู้โดยสารเก็บ 10 บาทตลอดสาย จะรวมช่วง 1 สถานีแบริ่ง-สำโรงด้วย เนื่องจาก กทม.ต้องจ่ายค่าเช่ารางให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 8 ล้านบาท/เดือนจนกว่าจะโอนทรัพย์สินอย่างเป็นทางการ

    “ราคา 10 บาทตลอดสายเราเก็บมาตั้งแต่ปี”56 กทม.ต้องรับภาระส่วนต่าง 5 บาทคิดเป็นเงินเฉลี่ยปีละ 600 ล้านบาท”

    ส่วนค่าโดยสารหลังเปิดเดินรถเต็มเส้นทางปลายปี 2561 กทม.มีแนวคิดรื้อค่าโดยสารบีทีเอสใหม่ทั้งหมด จะเก็บเป็นโซนพื้นที่ 3 โซน คือ โซนในเมือง 10 สถานี มีสถานีสยามเป็นจุดศูนย์กลาง โซนที่ 2 พื้นที่ถัดจากในเมืองอีก 10 สถานี และโซนที่ 3 ถัดจากโซนที่ 2 เป็นสถานีรอบนอก ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด จำนวนสถานีและอัตราค่าโดยสาร จะคิดเป็นอัตราเหมาจ่ายตามรายโซนพื้นที่

    cr.prachachat.net
    สนใจคอนโดแนวรถไฟฟ้า คลิกที่นี่ มีคอนโดแนวรถไฟฟ้าให้คุณได้เลือกมากมาย

  • เตรียมขาย สถานทูตออสเตรเลีย 7 ไร่ 6 พันล้าน ไข่แดงย่านสาทร

    เตรียมขาย สถานทูตออสเตรเลีย 7 ไร่ 6 พันล้าน ไข่แดงย่านสาทร

    เมื่อเศรษฐกิจโตต่ำแบบเฉื่อยๆ เงินหมุนทั่วโลกไม่คล่องมือเหมือนหลายปีก่อน
    “ที่ดิน” จึงเป็นทรัพย์สินอันมีค่ามากสุดในยามนี้
    เทียบเท่า ได้กำเงินสดไว้ในมือ เหมือนใบหุ้นที่รอวันพ้นดอย
    ล่าสุด ( 21 มีนาคม 2560 ) วงการอสังหาริมทรัพย์ต่างอ้าปากร้องซี้ดๆ อีกครั้ง
     เมื่อสถานทูตออสเตรเลีย ประกาศโครมๆ ขายขาดที่ดินแปลงเด็ดกลางถนนสาทร ขนาด 7 ไร่ 382 ตารางวา หรือ 3,182 ตารางวา ราคาเทียบเคียงเฉลี่ยตารางวาละ 2 ล้านบาท
    เป็นราคาใกล้เคียงกับที่ดินสถานทูตอังกฤษที่ปิดดีลขายไปให้กับห้างเซ็นทรัล ตระกูล “จิราธิวัฒน์” 2.2 ล้านบาทต่อตารางวา


    รูปแปลงที่ดินสถานทูตออสเตรเลีย   

    ถ้าเปิดประมูลแล้วมีมหาเศรษฐีซื้อไป สถานทูตออสเตรเลียจะได้เงินไม่ต่ำกว่า 6,364 ล้านบาท
    แต่ถ้าแย่งกันมาก ราคาก็วิ่งขึ้นฉิว เผลอๆ อาจทุบสถิติพุ่งเฉียดหมื่นล้าน
    เพราะเศรษฐีเมืองไทยที่รวยแค่กระจุกเดียว กำลังแฮ๊ปปี้กับเกมกว้านซื้อที่ดินอย่างสนุกสนาน

    จะแพงแค่ไหนก็กล้าซื้อ ที่เท่าแมวดิ้นตายก็กล้าควักพันล้านหมื่นล้าน หวังครองกรรมสิทธิ์ เพราะต้องการซื้ออนาคต
    เมื่อเกมเปิดแล้ว สถานทูตดังๆ จึงประกาศแห่ขายที่ดินเป็นว่าเล่นเช่นนี้เอง
    สถานทูตขายแล้ว จะย้ายไปอยู่ที่ไหน ??? เป็นคำถามยอดฮิตที่คน (ขอวีซ่า) อยากรู้ 555

     ข่าววงในของคนรวยเงินรวยที่ กระซิบ “สมหวิว”ว่า สถานทูตออสเตรเลียมีแผนย้ายไปไม่ไกล ปักหมุดแถวใกล้กับสถานทูตญี่ปุ่น บริเวณถนนสาทร-วิทยุ 
     “แต่ขออยู่แบบพอเพียงตามแนวโน้มโลกและเศรษฐกิจ มีเงินแล้ว อยู่ที่ไหนก็ได้”     
    แต่ที่ตัดใจขาย เพราะอดใจไม่ไหว เห็นราคาในตลาดช่างยั่วใจซะเหลือเกิน
     หมัดเด็ดในมือของเจ้าของที่ เท่าที่รู้คือ เป็นที่สวยแปลงเดียวในย่านสาทรที่เหลืออยู่ ที่ยังดูเริ่ดและเซ็กซี่เหมือนสาวเซเลบร้อยล้าน ที่เริ่มจะหายากและเหลือน้อยลงทุกที

        นายทุนน้ำลายหกแน่ เพราะที่นี้มีหน้ากว้างติดถนนใหญ่ถึง 72 เมตร เหมาะกับการทำโครงการมิกซ์ยูสที่วันนี้ฮิตประโคมข่าวจะสร้างประชันกัน
    แถมอยู่ใกล้สถานี MRT ลุมพินี กับ สถานีช่องนนทรี ของ 2 เจ้าพ่อรถไฟฟ้าเมืองไทย เสี่ยปลิว ตรีวิศวเวทย์ กับ เสี่ยคีรี กาญจนพาสน์ ที่วันนี้กำลังรวยพุ่งๆ
    ส่วนใครจะช่วงชิง แย่งซื้อ และซื้อได้
    อีก 3 เดือนรู้กัน

    ข่าวจาก prachachat.net

  • 4 ช่องทางค้นหาบ้าน-คอนโดฯ มือสอง เพื่อการลงทุน

    4 ช่องทางค้นหาบ้าน-คอนโดฯ มือสอง เพื่อการลงทุน

    หลายคนที่เริ่มสนใจลงทุนบ้านหรือคอนโดฯ มือสอง และไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหนและเริ่มต้นอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะนำ 4 ช่องทางที่จะค้นหาบ้านหรือคอนโดฯ มือสองสำหรับลงทุนได้

    ช่องทางที่ 1 สำรวจเอง ซื้อโดยตรงกับเจ้าของ
    ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มือสอง แนะนำว่าอาจจะใช้วิธีซื้อโดยตรงกับเจ้าของที่ต้องการจะขาย ซึ่งอาจจะหาจากการสำรวจด้วยตัวเองในพื้นที่ใกล้บ้านของเรา หรือพื้นที่ที่เราคุ้นเคย หรืออาจจะใช้วิธีหาจากโฆษณาตามสิ่งพิมพ์ โฆษณาในอินเทอร์เน็ตหรือแม้กระทั่งประกาศขายบ้านตามเว็บไซต์ต่างๆ แล้วค่อยลงสำรวจพื้นที่จริง

    การที่เราเลือกจากพื้นที่ที่คุ้นเคยก่อน นอกจากจะสะดวกในการหาแล้ว ความคุ้นเคยในพื้นที่นั้นๆ ยังทำให้เข้าใจทำเลนั้นๆ อย่างแท้จริงด้วยว่ามีโอกาสในการขายต่อ หรือปล่อยเช่าได้จริงหรือไม่ อีกทั้ง อาจจะมีโอกาสรู้ประวัติบ้านหรือคอนโดฯ นั้นๆ ก่อนตัดสินใจลงทุนด้วยก็ได้

    ข้อดีของช่องทางนี้ คือ ไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่น เพราะไม่ได้ซื้อผ่านตัวแทนนายหน้า สามารถต่อรองราคา ต่อรองค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ได้เต็มที่ด้วย
    ข้อเสียของช่องทางนี้ คือ ต้องดำเนินการเรื่องเอกสารเองทุกอย่าง ซึ่งจะยุ่งยากมากกรณีที่บ้านนั้นๆ ติดปัญหาคาราคาซังหลายเรื่อง เช่น บ้านเป็นมรดกหลายชื่อเจ้าของ บ้านมีคนเช่าเดิมอยู่ไม่ยอมย้ายออก คนขายไม่ใช่เจ้าของบ้านตัวจริง เรียกว่าคนอยากขายไม่ใช่เจ้าของบ้าน คนเป็นเจ้าของบ้านไม่อยากขาย

    ช่องทางที่ 2 หาจากบริษัทตัวแทน นายหน้า
    ช่องทางนี้อาจจะเป็นอีกขั้นของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มือสอง เพราะจะเป็นทางเลือกที่กว้างมากขึ้น มีให้เลือกหลากหลายประเภทอสังหาริมทรัพย์ หลากหลายทำเล ซึ่งถ้าเราเริ่มมีประสบการณ์แล้ว อาจจะเลือกช่องทางนี้ เพื่อให้โอกาสในการลงทุนกว้างขึ้นก็ได้ โดย ปัจจุบันมีบริษัทตัวแทนนายหน้าจำนวนมากที่เปิดให้บริการซื้อขาย ให้เช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางที่มีความสะดวกมาก เรียกว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งบ้าน-คอนโดมือสองที่ดีมากๆ

    ทั้งนี้ ที่อยู่อาศัยที่นำมาขายผ่านตัวแทนนายหน้า ส่วนใหญ่จะถูกคัดกรองมาในระดับหนึ่งแล้ว เจ้าของอยากขายเองจริงๆ ปัญหาเรื่องเจ้าของตัวจริง ตัวปลอมมีน้อยมาก อีกทั้ง เมื่อเราสนใจในบ้านหรือห้องชุดไหน ก็สามารถให้ตัวแทนนายหน้าเป็นผู้ประสานงานนัดกับเจ้าของอาจจะสะดวกกว่า ซึ่งหลายคนที่กังวลว่า การซื้อขายผ่านตัวแทนนายหน้าอาจจะทำให้เสียค่าคอมมิชชั่นถูกไปหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้สูงขนาดนั้น แต่ละแห่งก็มีอัตราค่านายหน้าที่แตกต่างกันไป เราสามารถสอบถามก่อนได้ ถ้าพึงพอใจ ก็ตัดสินใจใช้บริการ แต่ถ้ารู้สึกว่าแพงไป ก็หารายอื่น

    อย่าปิดโอกาสการลงทุนในทุกช่องทาง เพราะคิดว่า ต้นทุนในช่องทางนั้นๆ สูงเกินไป ต้องรู้ข้อมูลให้ชัดก่อน ตัดสินใจทีหลัง ก็ยังไม่สาย

    ข้อดีของช่องทางนี้ คือ สะดวกในการหาอสังหาริมทรัพย์มือสองในการลงทุน มีให้เลือกหลากหลาย สะดวกในการดำเนินการ ไม่ยุ่งยากเรื่องสัญญาซื้อขาย และการทำธุรกรรมต่างๆ
    ข้อเสียของช่องทางนี้ คือ เรื่องส่วนลดต่างๆ อาจจะไม่ได้มาก และมีค่าคอมมิชชั่นที่เพิ่มขึ้นมา

    ช่องทางที่ 3 เอ็นพีเอของสถาบันการเงิน
    เอ็นพีเอ (NPA : Non-Performing Assets) หรือทรัพย์สินรอการขายของสถาบันการเงิน ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญสำหรับคนลงทุนอสังหาริมทรัพย์มือสอง เพราะนอกจากจะมีอสังหาริมทรัพย์ให้เลือกหลากหลายแล้ว ยังเป็นช่องทางที่ต้นทุนต่ำรองจากช่องทางกรมบังคับคดี เป็นช่องทางที่มีโอกาสจะได้ “ของดี ราคาถูก” แต่ก็ต้องใช้เวลาในการเฟ้นหา ซึ่งอาจจะเหมาะกับนักลงทุนที่อยู่ในแวดวงนี้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว อาจจะไม่เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มลงทุน เนื่องจากทรัพย์สินเอ็นพีเอมีให้เลือกเยอะมาก หลากหลายประเภท หลากหลายทำเล หลากหลายคุณภาพ คนที่เพิ่งเริ่มต้นหาทรัพย์สินมาลงทุนอาจจะยังมองภาพของทรัพย์สินรูปแบบนี้ไม่ขาด และอาจผิดพลาดในการลงทุนได้

    ข้อดีของช่องทางนี้ คือ มีโอกาสได้ของดี ราคาถูก มีทางเลือกหลากหลาย และถ้าเป็นเอ็นพีแอลของธนาคาร ส่วนใหญ่จะมีข้อเสนอพิเศษในส่วนของสินเชื่อด้วย
    ข้อเสียของช่องทางนี้ คือ ทรัพย์สินที่มีให้เลือกอาจจะมีจำนวนมากจนเลือกยาก และสภาพอาจจะทรุดโทรมกว่าบ้าน-คอนโดมือสองที่ขายโดยเจ้าของบ้านโดยตรง หรือบ้าน-คอนโดมือสองของบริษัทนายหน้า แต่ต้องระวังกรณีที่เจ้าของบ้าน-ห้องชุดเดิมยังอยู่อาศัย แม้จะเป็นทรัพย์สินที่ถูกแบงก์ยึดแล้ว ก็ต้องเสียเวลาฟ้องขับไล่

    ช่องทางที่ 4 ประมูลบ้าน-คอนโดฯ จากกรมบังคับคดี
    เป็นช่องทางทำเงินจากอสังหาริมทรัพย์มือสองที่ถือว่าน่าสนใจพอสมควร เพราะเป็นช่องทางที่มีโอกาสได้ต้นทุนดีกว่าทุกช่องทาง มีโอกาสที่จะได้ราคาเริ่มต้นต่ำกว่าราคาตลาดถึง 30-50% แต่เหมาะกับนักลงทุนที่อยู่ในแวดวงนี้มานาน เนื่องจากมีขั้นตอนในการได้มาที่ค่อนข้างยุ่งยาก ซึ่งคนที่คุ้นเคยวิธีการเลือกทรัพย์สินมือสอง วิธีการประมูล ราคาที่เหมาะสม ราคาที่ควรหยุด ก็จะเลือกช่องทางนี้เป็นอันดับต้นๆ ในการลงทุน

    สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มลงทุน และสนใจช่องทางนี้ แนะนำว่าให้มาศึกษาก่อน ลองไปตามงานประมูลของกรมบังคับคดี แล้วเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ในแต่ละขั้นตอน จนถึงจังหวะที่พร้อม ก็ลุยได้เลย

    ข้อดีของช่องทางนี้ คือ มีโอกาสได้ทรัพย์ดี ในราคาถูก
    ข้อเสียของช่องทางนี้ คือ การแข่งขันสูง โดยเฉพาะทรัพย์ที่ดี สภาพทรัพย์สินค่อนข้างทรุดโทรม และหากยังมีผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านหลังนั้นๆ จะเสียเวลาในการฟ้องขับไล่

    จะเห็นได้ว่าช่องทางในการลงทุนจากอสังหาริมทรัพย์มือสองนั้นมีด้วยกันหลายช่องทางพอสมควร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกและมุมมองของแต่ละท่าน ซึ่งทั้ง 4 ช่องทางนั้นก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป โดยสามารถสรุปเป็นรูปแบบตารางได้ตามรูปภาพด้านล่าง แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหนก็ควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจตัวเองให้มากที่สุด นอกจากนี้สำหรับนักลงทุนอสังหาฯ ที่สนใจอสังหาฯ ประเภทตึกแถวหรืออาคาร เราก็มีลู่ทางในการทำมาหากินมาแนะนำเช่นกัน โดยสามารถอ่านได้ที่บทความ : ปัดฝุ่นตึกแถวเก่าสร้าง 6 ธุรกิจเพิ่มกำไร

    เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย 4 ช่องทาง ค้นหาบ้าน – คอนโดฯ มือสอง
     

    1. ซื้อโดยตรงกับเจ้าของ

     

    2. ซื้อผ่านบริการนายหน้าและตัวแทน 3. ซื้อทรัพย์สินรอการขายจากสถาบันการเงิน 4. ประมูลจากกรมบังคับคดี
    ข้อดี –         ไม่เสียค่าคอมมิชชั่น

    –         ต่อรองราคาและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ได้เต็มที่

    – สะดวกในการหาอสังหาฯ มือสองในการลงทุน

    – หลายตัวเลือก

    – ไม่ยุ่งยากเรื่องการดำเนินการ ทำสัญญาซื้อขายและการทำธุรกรรม

    – มีโอกาสได้ของดี ราคาถูก และทางเลือกหลากหลาย

    – เอ็นพีแอลของธนาคารส่วนใหญ่จะมีข้อเสนอพิเศษในส่วนของสินเชื่อด้วย

     

    – มีโอกาสได้ของดี ราคาถูก
    ข้อเสีย –         ยุ่งยาก หากเจอปัญหา เช่น คนเช่าบ้านเดิมไม่ย้ายออก, บ้านมีเจ้าของหลายชื่อ เพราะต้องเดินเรื่องเอกสารเองทุกขั้นตอน

     

    – ส่วนลดต่างๆ อาจได้ไม่มาก

    – ค่าคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้นมาในรายจ่าย

     

    – มีให้เลือกมากก็เลือกยาก

    – เสี่ยงต่อการเจอบ้าน-คอนโดฯ สภาพทรุดโทรมกว่าซื้อโดยตรงหรือผ่านนายหน้า

    – แม้จะเป็นทรัพย์สินที่ถูกแบงก์ยึดแล้วแต่ถ้าเจ้าบ้านเดิมไม่ยอมออก ก็ต้องเสียเวลาฟ้องขับไล่

     

    – การแข่งขันสูง

    – เสี่ยงต่อการเจอสภาพทรัพย์สินที่ทรุดโทรม

    – หากยังมีผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านหลังนั้นๆ จะเสียเวลาในการฟ้องขับไล่

     

    Cr.ddproperty.com

    หากคุณกำลังมองหาคอนโดและบ้านมือสอง คลิกที่นี้เลย

  • grand-open-new-c11opy

    23 หลักการทรงงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

    ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่นอกจากจะทรงด้วยทศพิธราชธรรมแล้ว ทรงยังเป็นพระราชาที่เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต และการทำงานแก่พสกนิกรของพระองค์และนานาประเทศอีกด้วย ผู้คนต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ และมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ซึ่งแนวคิดหรือหลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีความน่าสนใจที่สมควรนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตการทำงานเป็นอย่างยิ่ง หากท่านใดต้องการปฏิบัติตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ท่านสามารถนำหลักการทรงงานของพระองค์ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ดังนี้

    หลักการทรงงาน ของในหลวงรัชกาลที่ 9

     

    1. จะทำอะไรต้องศึกษาข้อมูลให้เป็นระบบ

    ทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นระบบจากข้อมูลเบื้องต้น ทั้งเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และตรงตามเป้าหมาย

    2. ระเบิดจากภายใน

    จะทำการใดๆ ต้องเริ่มจากคนที่เกี่ยวข้องเสียก่อน ต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้เกิดความเข้าใจและอยากทำ ไม่ใช่การสั่งให้ทำ คนไม่เข้าใจก็อาจจะไม่ทำก็เป็นได้ ในการทำงานนั้นอาจจะต้องคุยหรือประชุมกับลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือคนในทีมเสียก่อน เพื่อให้ทราบถึงเป้าหมายและวิธีการต่อไป

    3. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก

    ควรมองปัญหาภาพรวมก่อนเสมอ แต่เมื่อจะลงมือแก้ปัญหานั้น ควรมองในสิ่งที่คนมักจะมองข้าม แล้วเริ่มแก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ เสียก่อน เมื่อสำเร็จแล้วจึงค่อยๆ ขยับขยายแก้ไปเรื่อยๆ ทีละจุด เราสามารถเอามาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้ โดยมองไปที่เป้าหมายใหญ่ของงานแต่ละชิ้น แล้วเริ่มลงมือทำจากจุดเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ แก้ไปทีละจุด งานแต่ละชิ้นก็จะลุลวงไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้  “ถ้าปวดหัวคิดอะไรไม่ออก ก็ต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน  มันไม่ได้แก้อาการจริง แต่ต้องแก้ปัญหาที่ทำให้เราปวดหัวให้ได้เสียก่อน เพื่อจะให้อยู่ในสภาพที่ดีได้…”

    4. ทำตามลำดับขั้น

    เริ่มต้นจากการลงมือทำในสิ่งที่จำเป็นก่อน เมื่อสำเร็จแล้วก็เริ่มลงมือสิ่งที่จำเป็นลำดับต่อไป ด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง ถ้าทำตามหลักนี้ได้ งานทุกสิ่งก็จะสำเร็จได้โดยง่าย… ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนเสียก่อน ได้แก่ สุขภาพสาธารณสุข จากนั้นจึงเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ อาทิ ถนน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค เน้นการปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ราษฎรสามารถนำไปปฏิบัติได้ และเกิดประโยชน์สูงสุด “การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน ใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควร สามารถปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…” พระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2517

    5. ภูมิสังคม ภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์

    การพัฒนาใดๆ ต้องคำนึงถึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้นว่าเป็นอย่างไร และสังคมวิทยาเกี่ยวกับลักษณะนิสัยใจคอคน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีในแต่ละท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกัน “การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ ในสังคมวิทยา คือนิสัยใจคอของคนเรา จะไปบังคับให้คนอื่นคิดอย่างอื่นไม่ได้ เราต้องแนะนำ เข้าไปดูว่าเขาต้องการอะไรจริงๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจหลักการของการพัฒนานี้ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง”

    6. ทำงานแบบองค์รวม

    ใช้วิธีคิดเพื่อการทำงาน โดยวิธีคิดอย่างองค์รวม คือการมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดอย่างเป็นระบบครบวงจร ทุกสิ่งทุกอย่างมีมิติเชื่อมต่อกัน มองสิ่งที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง

    7. ไม่ติดตำรา

    เมื่อเราจะทำการใดนั้น ควรทำงานอย่างยืดหยุ่นกับสภาพและสถานการณ์นั้นๆ ไม่ใช่การยึดติดอยู่กับแค่ในตำราวิชาการ เพราะบางที่ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด บางครั้งเรายึดติดทฤษฎีมากจนเกินไปจนทำอะไรไม่ได้เลย สิ่งที่เราทำบางครั้งต้องโอบอ้อมต่อสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สังคม และจิตวิทยาด้วย

    8. รู้จักประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด

    ในการพัฒนาและช่วยเหลือราษฎร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงใช้หลักในการแก้ปัญหาด้วยความเรียบง่ายและประหยัด ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่นและประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นมาแก้ไข ปรับปรุง โดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากมากนัก ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “…ให้ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกโดยปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติจะได้ประหยัดงบประมาณ…”

    9. ทำให้ง่าย

    ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุงและแก้ไขงาน การพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริไปได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและที่สำคัญอย่างยิ่งคือ สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนและระบบนิเวศโดยรวม  “ทำให้ง่าย”

    10. การมีส่วนร่วม

    ทรงเป็นนักประชาธิปไตย ทรงเปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้มาร่วมแสดงความคิดเห็น “สำคัญที่สุดจะต้องหัดทำใจให้กว้างขวาง หนักแน่น รู้จักรับฟังความคิดเห็น แม้กระทั่งความวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาดนั้น แท้จริงคือ การระดมสติปัญญาละประสบการณ์อันหลากหลายมาอำนวยการปฏิบัติบริหารงานให้ประสบผลสำเร็จที่สมบูรณ์นั่นเอง”

    11. ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม

    ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงระลึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “…ใครต่อใครบอกว่า ขอให้เสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม อันนี้ฟังจนเบื่อ อาจรำคาญด้วยซ้ำว่า ใครต่อใครมาก็บอกว่าขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม อาจมานึกในใจว่า ให้ๆ อยู่เรื่อยแล้วส่วนตัวจะได้อะไร ขอให้คิดว่าคนที่ให้เป็นเพื่อส่วนรวมนั้น มิได้ให้ส่วนรวมแต่อย่างเดียว เป็นการให้เพื่อตัวเองสามารถที่จะมีส่วนรวมที่จะอาศัยได้…”

    12. บริการที่จุดเดียว

    ทรงมีพระราชดำริมากว่า 20 ปีแล้ว ให้บริหารศูนย์ศึกษาการพัฒนาหลายแห่งทั่วประเทศโดยใช้หลักการ “การบริการรวมที่จุดเดียว : One Stop Service” โดยทรงเน้นเรื่องรู้รักสามัคคีและการร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันด้วยการปรับลดช่องว่างระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    13. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเข้าใจถึงธรรมชาติและต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับทรัพยากรธรรมชาติ ทรงมองปัญหาธรรมชาติอย่างละเอียด โดยหากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือเราด้วย

    14. ใช้อธรรมปราบอธรรม

    ทรงนำความจริงในเรื่องธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักการแนวทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงสภาวะที่ไม่ปกติเข้าสู่ระบบที่ปกติ เช่น การบำบัดน้ำเน่าเสียโดยให้ผักตบชวา ซึ่งมีตามธรรมชาติให้ดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ

    15. ปลูกป่าในใจคน

    การจะทำการใดสำเร็จต้องปลูกจิตสำนึกของคนเสียก่อน ต้องให้เห็นคุณค่า เห็นประโยชน์กับสิ่งที่จะทำ…. “เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและจะรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง”

    16. ขาดทุนคือกำไร’

    หลักการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่มีต่อพสกนิกรไทย “การให้” และ “การเสียสละ” เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือความอยู่ดีมีสุขของราษฎร

    17. การพึ่งพาตนเอง

    การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้มีความแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตได้ต่อไป แล้วขั้นต่อไปก็คือ การพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อมและสามารถ พึ่งตนเองได้ในที่สุด

    18. พออยู่พอกิน

    ให้ประชาชนสามารถอยู่อย่าง “พออยู่พอกิน” ให้ได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะที่ก้าวหน้าต่อไป

    19. เศรษฐกิจพอเพียง

    เป็นปรัชญาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต ให้ดำเนินไปบน “ทางสายกลาง” เพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ  ซึ่งปรัชญานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งระดับบุคคล องค์กร และชุมชน

    20. ความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน

    ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ

    21. ทำงานอย่างมีความสุข

    ทำงานต้องมีความสุขด้วย ถ้าเราทำอย่างไม่มีความสุขเราจะแพ้ แต่ถ้าเรามีความสุขเราจะชนะ สนุกกับการทำงานเพียงเท่านั้น ถือว่าเราชนะแล้ว หรือจะทำงานโดยคำนึงถึงความสุขที่เกิดจากการได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นก็สามารถทำได้ “…ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกัน ในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น…”

    22. ความเพียร

    การเริ่มต้นทำงานหรือทำสิ่งใดนั้นอาจจะไม่ได้มีความพร้อม ต้องอาศัยความอดทนและความมุ่งมั่น ดังเช่นพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” กษัตริย์ผู้เพียรพยายามแม้จะไม่เห็นฝั่งก็จะว่ายน้ำต่อไป เพราะถ้าไม่เพียรว่ายก็จะตกเป็นอาหารปู ปลาและไม่ได้พบกับเทวดาที่ช่วยเหลือมิให้จมน้ำ

    23. รู้ รัก สามัคคี

    • รู้ คือ รู้ปัญหาและรู้วิธีแก้ปัญหานั้น
    • รัก คือ เมื่อเรารู้ถึงปัญหาและวิธีแก้แล้ว เราต้องมีความรัก ที่จะลงมือทำ ลงมือแก้ไขปัญหานั้น
    • สามัคคี คือ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่สามารถลงมือทำคนเดียวได้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกัน

    บทความจาก http://lifestyle.campus-star.com

  • เทคนิคคลายร้อน สำหรับบ้านและคอนโด

    เทคนิคคลายร้อน สำหรับบ้านและคอนโด

    เข้าสู่เข้าหน้าร้อนทีไร อากาศในบ้านหรือคอนโดก็ยิ่งร้อนระอุ บ้านหรือคอนโดที่ว่าเป็นที่พักพิงให้ร่มเย็นก็ไม่วายร้อนตามไปด้วย แม้หลายคนจะหาวิธีคลายร้อนด้วยการเปิดแอร์ หรือเปิดพัดลม แต่รู้หรือไม่ว่านั่นเป็นเพียงวิธีคลายร้อนให้กับตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้บ้านหรือคอนโดที่พักอาศัยเย็นขึ้นเลย ดังนั้น จึงเสนอแนวทางคลายร้อนให้บ้าน หรือคอนโดด้วยนวัตกรรมระบบบ้านเย็น วิธีง่ายๆ ที่สามารถแก้ปัญหาบ้านหรือคอนโดร้อนได้อย่างเป็นระบบ และสามารถนำมาปรับใช้กับบ้านได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ หรือคอนโดมิเนียม เพราะบ้านแต่ละแบบจะประสบปัญหาบ้านร้อนที่ไม่เหมือนกัน การจะแก้ปัญหาจึงต้องปรับให้เหมาะสมและตรงจุด เพื่อทำให้ บ้านเป็นสถานที่หลบร้อนและให้ความร่มเย็นแก่ผู้อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง

    modern-home-decor-342

    เคล็ดลับปรับบ้านรับหน้าร้อนโดยใช้นวัตกรรมระบบบ้านเย็น ที่สามารถนำระบบต่างๆ มาใช้กับบ้านในรูปแบบที่แตกต่างกันได้อย่างเหมาะสมดังนี้เริ่มที่ บ้านเดี่ยว บ้านในฝันที่สามารถออกแบบได้ตามต้องการจนหลายๆ คนมองข้ามปัญหาเรื่องเนื้อที่ของบ้านที่มีผลต่อการดูดซับความร้อน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วความร้อนสามารถเข้าไปยังบ้านเดี่ยวได้จากทุกทิศทางเลยทีเดียว ดังนั้นเจ้าของบ้านที่อยากแก้ปัญหาบ้านร้อนในบ้านเดี่ยว ควรเริ่มจากการป้องกันและระบายความร้อนที่เข้ามาจากทั้งทางหลังคา ผนัง และบริเวณบ้าน โดยในส่วนกระเบื้องหลังคาควรเลือกใช้สีอ่อน ที่มีการดูดซับความร้อนน้อยกว่าสีเข้ม และสะท้อนความร้อนออกจากหลังคาด้วยการปูแผ่นสะท้อนความร้อน Ultra Cool และป้องกันความร้อนจากโถงหลังคาเข้าสู่ภายในบ้าน ด้วยการปูฉนวนกันความร้อน Stay Coolบนฝ้าเพดานห้องชั้น2 นอกจากนี้การเพิ่มการถ่ายเทอากาศด้วยฝ้าชายคาที่มีช่องระบายอากาศ ก็จะช่วยลดอุณหภูมิภายในโถงหลังคาได้อีกทางสำหรับการป้องกันความร้อนที่เข้ามาทางผนังและบริเวณบ้าน แนะนำให้ติดตั้งระบบผนังเย็น บริเวณผนังด้านที่โดนแดดโดยตรง รวมถึงการปูพื้นบริเวณภายนอกที่เป็นพื้นซีเมนต์ร้อนๆ รับแสงแดดตลอดทั้งวันด้วยบล๊อคปูพื้น Cool Plus และปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงาบริเวณโดยรอบของบ้าน ก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้บ้านเย็นสบายมากขึ้น

    wooden-home-design-4-1

    สำหรับปัญหาบ้านร้อนใน ทาวน์เฮาส์ หลายคนแก้ไขด้วยการติดกันสาดบังแดด ซึ่งด้วยกันความร้อนได้ระดับหนึ่งเนื่องจากทาวน์เฮ้าส์มีการใช้หลังคาร่วมกัน ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาเรื่องอุณหภูมิภายในบ้านสูง นอกจากจะปูฉนวนกันความร้อน Stay Cool บนฝ้าใต้โถงหลังคาแล้ว จึงควรใช้ฉนวนกั้นแยกสัดส่วนในโถงหลังคาออกจากบ้านข้างๆ และหากเป็นทาวน์เฮ้าส์หลังที่อยู่ริม สามารถติดตั้งระแนงไม้สังเคราะห์สมาร์ทวูดที่ผนังด้านที่โดนแดดโดยตรง เพื่อทำให้บ้านเย็นขึ้นและยังช่วยบังสายตาเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้อีกด้วย

    Paddington-design-5

    สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ใน อาคารพาณิชย์คงหนีไม่พ้นกับการประสบปัญหาห้องใต้ดาดฟ้าร้อน ซึ่งมีสาเหตุจากความร้อนที่สะสมจากพื้นคอนกรีตด้านบนที่โดนแดดเผาตลอดทั้งวันเนื่องจากคอนกรีตเป็นวัสดุที่อมความร้อนสูง แนะนำให้ปูบล็อกปูพื้น Cool Plus ไว้ที่ดาดฟ้าซึ่งคุณสมบัติพิเศษในการดูดซึมและกักเก็บน้ำไว้ภายในตัวบล็อก เมื่อมีความร้อนจากการสะสมของแดด น้ำที่ถูกเก็บไว้ในบล็อกจะค่อยๆ ระเหยออกมา จึงช่วยลดความร้อนและทำให้ห้องด้านล่างเย็นขึ้นได้และปกป้องอีกชั้นด้วยการทำฝ้าภายในเพิ่มด้วยการปูฉนวนกันความร้อน Stay Cool บริเวณห้องใต้ดาดฟ้า ก็จะสามารถช่วยป้องกันความร้อนไม่ให้แผ่ลงมาในตัวอาคารได้ดีมากยิ่งขึ้นและหากอาคารพาณิชย์หันไปทางทิศตะวันตก ซึ่งจะโดนแดดและรับความร้อนโดยตรง การติดตั้งระแนงไม้สังเคราะห์สมาร์ทวูดเพื่อบังแดดก็จะสามารถช่วยกันความร้อนเข้าสู่ตัวอาคารและยังสามารถเพิ่มความสวยงามและความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัยได้อีกด้วย

    10649933_762342963822315_5104185240066073816_n

    สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ใน คอนโด บางห้องอาจจะเลี่ยงไม่ได้สำหรับทิศทางของแสงแดดซี่งต้องประสบปัญหาเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นขอแนะนำวิธีคลายร้อน ด้วยการติดฟิลม์กระจกคอนโดของคุณ ผ้าม่านก็สำคัญควรติดอยู่แล้ว และที่สำคัญอีกสิ่งคือการวางกระถางต้นไม้หน้าทิศทางแสงแดดหากมีระเบียงให้วางนอกระเบียง แต่หากคอนโดไหนไม่มีระเบียงก็ให้หาตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ มาตั้งกั้นแสงแดดกันร้อน แค่นี้ก็สามารถคลายร้อนได้แล้ว

    Cr.thaihomeonline.com

  • 5 ข้อในสัญญาปล่อยเช่า ที่ไว้ใช้ป้องกันผู้เช่าหัวหมอ

    5 ข้อในสัญญาปล่อยเช่า ที่ไว้ใช้ป้องกันผู้เช่าหัวหมอ

    ปัจจุบันการปล่อยเช่าอสังหาฯ  ทั้งห้องชุดคอนโดฯ ทาวน์โฮม ตึกแถว จำเป็นต้องทำข้อกำหนดหรือสัญญาการเช่าระหว่างผู้ให้เช่าและผู้เช่าขึ้นมาอย่างชัดเจนตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้สำหรับการเช่าในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ซึ่งเนื้อหาในสัญญาเช่าส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย  การเช่าอสังหาฯ ประเภทไหน ตำแหน่งใด ใครเป็นผู้เช่า ระยะเวลาการจ่ายค่าเช่า ช่วงเวลาเช่าตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงสิ้นสุดลง การกำหนดราคาค่าเช่าและวัน-เวลาจ่ายค่าเช่า ฯลฯ และเงื่อนไขต่างๆ ที่ผู้ให้เช่าตกลงกับผู้ให้เช่า ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้มีความสำคัญมาก และ “ผู้ให้เช่าที่ดี” ก็ควรทำสัญญาเช่าให้ชัดเจนและรัดกุม และควรเป็นข้อผูดมัดที่พึงประโยชน์แก่ตัวผู้ให้เช่าโดยไม่เอารัดเอาเปรียบผู้เช่า รวมไปถึงการปกป้องผลประโยชน์ในทรัพย์สินของผู้ให้เช่าด้วยเมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ทั้งนี้นอกจากเงื่อนไขพื้นฐานต่างๆ ที่มีตามแบบฟอร์มในเว็บไซต์ และผู้ให้เช่าก็สามารถจัดทำเงื่อนไขเพิ่มเติมเฉพาะเจาะจงขึ้นมา วันนี้เราขอแนะนำ 10 เงื่อนไขนอกเหนือจากเงื่อนไขพื้นฐานที่ห้ามลืมในสัญญาเช่าที่จะช่วยให้เจ้าของห้องไม่เจอผู้เช่าที่ทำผิดสัญญาเช่า

    e0b89ce0b8b9e0b989e0b980e0b88ae0b988e0b8b2e0b884e0b989e0b8b2e0b887e0b884e0b988e0b8b2e0b980e0b88ae0b988e0b8b2-e0b8a2e0b989e0b8b2e0b8a2

    ค่าปรับกรณีการจ่ายค่าเช่าล่าช้า

    นอกเหนือจากเงื่อนไขในเรื่องอัตราค่าเช่า กำหนดเวลาการจ่ายค่าเช่า ซึ่งเป็นพื้นฐานของสัญญาเช่าแล้ว สิ่งที่ควรเพิ่มเติมในสัญญานั่นคือ เงื่อนไขค่าปรับในกรณีที่มีการจ่ายค่าเช่าล่าช้า เพื่อเป็นการการันตีว่าผู้ให้เช่าจะได้รับค่าเช่าตรงเวลา  ว่าจะได้รับเงินค่าเช่าตรงเวลา โดยส่วนใหญ่หากผู้เช่ามีการจ่ายค่าเช่าล่าช้ากว่ากำหนด ผู้เช่าจะต้องจ่ายค่าปรับเพิ่มประมาณ 5% ของค่าเช่า โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น หากไม่ทำตามก็ถือว่ากระทำการผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้

    การยอมรับค่าใช้จ่ายทางกฎหมายทั้งหมดเมื่อมีการฝ่าฝืนสัญญา

    เงื่อนไขนี้มักมีข้อตกลงโดยผู้ให้เช่ากำหนดให้ผู้เช่าจ่ายค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนสัญญาจนเป็นเหตุให้เกิดกระบวนการทางกฎหมาย และศาล ซึ่งเงื่อนไขตรงนี้จะช่วยซัพพอร์ทผู้ให้เช่าและป้องกันไม่ให้ผู้เช่ากระทำการฝ่าฝืนต่อสัญญาที่กำหนดไว้ มิฉะนั้นผู้เช่าที่ละเมิดสัญญาจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

    เงื่อนไขเมื่อเกิดกรณีละทิ้ง

    เงื่อนไขนี้คือกรณีที่ผู้เช่าเกิดการละทิ้งห้องเช่า บ้าน หรือพื้นที่ โดยไม่ยอมจ่ายค่าเช่า และไม่สามารถติดต่อได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ส่วนใหญ่เงื่อนไขนี้จะมีการกำหนดระยะเวลาประมาณ 15-30 วันแล้วแต่ผู้ให้เช่า ซึ่งหากไม่สามารถติดต่อผู้เช่าได้ตามระยะเวลาดังกล่าว ผู้เช่าจะยินยอมให้ผู้ให้เช่าเข้าไปภายใน และย้ายทรัพย์สินไปไว้ในที่ที่กำหนดได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งเงื่อนไขนี้มักจะมีการลงท้ายข้อความสุดท้ายด้วยว่า “ผู้เช่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างในการจัดเก็บ”

    ระบุไม่ให้มีการเพิ่มเติมกุญแจล็อค หรือต่อเติม โดยไม่ได้รับอนุญาต

    ผู้เช่าหลายคนเมื่อทำสัญญาการเช่าเรียบร้อย ในเวลาต่อมามักจะมีการติดตั้งลูกกุญแจใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจเช็คสภาพห้องจากผู้ให้เช่า เงื่อนไขข้อนี้จึงถือเป็นข้อกำหนดที่ป้องกันผู้เช่าที่ต้องการเอาเปรียบด้วยการละเมิดสัญญา และปิดบังผู้ให้เช่า การเพิ่มล็อคหรือใส่กุญแจประตูจึงต้องได้รับอนุญาต และจำเป็นจะต้องมอบกุญแจที่สามารถไขล็อคได้ให้กับผู้ให้เช่าเสมอจำนวน 1 ดอกเป็นอย่างต่ำ

    กรณีผู้เช่าเลิกสัญญาก่อนกำหนด

    พื้นฐานของสัญญาการเช่าห้องส่วนใหญ่จะมีการทำสัญญาระบุระยะเวลาการเช่า อาทิ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวผู้เช่าจำเป็นต้องทำสัญญากับผู้ให้เช่าใหม่ โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ของสัญญาใหม่ ดังนั้น กรณีผู้เช่าเลิกสัญญาก่อนกำหนดก็เหมือนการฉีกสัญญาทิ้ง โดยทั่วไปเงื่อนไขข้อนี้จะกำหนดให้ผู้เช่าต้องแจ้งหนังสือไปยังผู้ให้เช่าล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนดก่อนยกเลิกสัญญา และจำเป็นต้องเสียค่าปรับให้กับผู้ให้เช่าจากการเสียโอกาสในการเปิดรับผู้เช่ารายอื่นหรือค่าเสียเวลานั่นเอง ซึ่งสัญญาข้อนี้ผู้ให้เช่าบางรายก็ไม่ได้กำหนดวัน-เวลาเช่าไว้เพียงแต่หากผู้เช่าต้องการจะย้ายออกก็ต้องแจ้งล่วงหน้า

    aHR0cDovL3AyLnMxc2YuY29tL21lLzAvdWQvMS85MTczL2hhbmRjdWZmcy5qcGc=

    ทั้งนี้ เงื่อนไขที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเงื่อนไขสากลที่ทั่วโลกปฏิบัติกัน แต่ทว่าแบบฟอร์มทั่วไปอาจจะไม่ได้มีเงื่อนไขต่างๆ รัดกุมเท่า ตรงนี้ผู้ให้เช่าสามารถเพิ่มเติมเงื่อนไขนอกเหนือจากนี้ตามที่เห็นสมควรเข้าไปได้ และทุกครั้งหากมีการเพิ่มเติมเฉพาะเจาะจงข้อกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เพื่อปกป้องสิทธิ์ของการเป็นเจ้าของพื้นที่ไปแล้ว ก็ต้องกลับไปอ่านเงื่อนไขพื้นฐานต่างๆ ประกอบไปด้วยเพื่อการเขียนสัญญาการปล่อยเช่าจะได้รัดกุม โดยเฉพาะหัวข้อพื้นฐาน อาทิ เงื่อนไข ห้ามใช้เพื่อการพาณิชย์และการกระทำใดๆ อันเป็นการผิดกฏหมาย ควรจะมีติดไว้ในสัญญาทุกฉบับเพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาผู้ให้เช่าอาจจะเดือดร้อน และอาจมีส่วนในการกระทำผิดกฎหมายตามผู้ให้เช่าไปด้วย

    บทความจาก ddproperty.com/

  • ตลาดคอนโดหรูยังโต เศรษฐีไทย-เทศ แห่ช้อปใจกลางธุรกิจ

    ตลาดคอนโดหรูยังโต เศรษฐีไทย-เทศ แห่ช้อปใจกลางธุรกิจ

    ชาญอิสสระเดินหน้ารุกตลาดคอนโดหรูผุด “ISSARA COLLECTION SATHORN” จับกลุ่มคนกรุง ชูทำเลทองใจกลางแหล่งธุรกิจของกรุงเทพฯ ระบุกระแสตอบรับดีเล็งหาที่ดินลงทุนเพิ่มตั้งเป้าปี 60 รายได้และยอดขายแตะ 3,000 ล้านบาท

    นายดิฐวัฒน์ อิสสระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัทชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายจากกลุ่มสินค้าระดับบนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทมีความเชี่ยวชาญในตลาดนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงมีแผนที่จะพัฒนาสินค้าในระดับบนเพิ่มมากขึ้น โดยเตรียมงบประมาณซื้อที่ดินไว้ที่ 2,000 ล้านบาท แต่การซื้อที่ดินในปัจจุบันทำได้ยาก ซึ่งหากซื้อที่ดินได้บริษัทก็พร้อมที่จะลงมือพัฒนาในปีนี้ได้

    ล่าสุด บริษัท เปิดขายโครงการ “อิสสระ คอลเล็กชั่น สาทร” คอนโดฯหรู 8 ชั้น จำนวน 33 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 16.75 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ใช้สอย 108.5-244.4 ตร.ม. ประกอบด้วยแบบ 2 ห้องนอน พื้นที่ 108.5-126.1 ตร.ม. แบบ 3 ห้องนอน Duplex ขนาดพื้นที่ 170.5-201 ตร.ม. และแบบ 3 ห้องนอน Study room ขนาดพื้นที่ 244.2-244.4 ตร.ม. มูลค่าโครงการ 807 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 50% ในจำนวนดังกล่าวเป็นลูกค้าชาวต่าง 25-30% อาทิ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น โดยคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ประมาณต้นปี 61

    ทั้งนี้ในแต่ละยูนิตของโครงการจะเน้นขนาดห้องให้มีพื้นที่การใช้สอยมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเน้นกลุ่มครอบครัว กลุ่มคนทำงานในย่านธุรกิจสีลม-สาทร ขณะเดียวกันที่ผ่านมาคอนโดมิเนียมในย่านนี้ยังมีการออกแบบขนาดห้องที่ค่อนข้างเล็ก รวมถึงโครงการพัฒนาคอนโดมิเนียม ให้มีขนาดห้องที่ใหญ่ขึ้นก็มีน้อยลง ซึ่งสวนทางกับความต้องการของกลุ่มผู้ที่ต้องการมองหาคอนโดมิเนียมในทำเลแห่งที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น

    “ทำเลที่ตั้งของโครงการ“ISSARA COLLECTION SATHORN” ถือเป็นทำเลที่ตอบโจทย์คนเมืองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่ทำงานย่านถนนสีลม-สาทร เนื่องจากมีความสะดวกสบายในเรื่องของการเดินทางที่สามารถเชื่อมต่อไปถนนสาทร, นราธิวาสราชนครินทร์, พระราม 3, พระราม 4, สวนพลู และสีลม รวมถึงมีสถานศึกษา สถานพยาบาล แหล่งช้อปปิ้ง ประกอบกับมีความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย เนื่องจากพื้นที่ย่านสาทรเป็นพื้นที่ที่หายากขึ้นเรื่อยๆ คอนโดอยู่อาศัยจึงมีไม่มากนัก ขณะที่ความต้องการคอนโดในย่านนี้ ยังมีอย่างต่อเนื่อง ย่านนี้จึงถือเป็นทำเลที่หายาก และอนาคตมูลค่าของราคาที่ดินในย่านนี้ก็ยังมีทิศทางการปรับตัวที่สูงขึ้น”

    ส่วนความคืบหน้าโครงการบ้านอิสสระ พระราม 9 จำนวน 20 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 80-120 ล้านบาท ที่เปิดตัวในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมียอดจองแล้ว 5 ยูนิต แม้จะไม่มีบ้านตัวอย่าง สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปี 60 ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3,000 ล้านบาท ส่วนยอดขายตั้งเป้าไว้ที่ 3,000 บาทเช่นเดียวกัน

    Living room_2

    บทความจาก ddproperty.com

  • โครงข่ายรถไฟฟ้าระยะที่ 2 ส่วนต่อขยายเชื่อมกทม.สู่ปริมณฑล

    โครงข่ายรถไฟฟ้าระยะที่ 2 ส่วนต่อขยายเชื่อมกทม.สู่ปริมณฑล

    โครงข่ายรถไฟฟ้าตามแผนพัฒนาระบบรางระยะที่ 2(M-map2)โดยความรับผิดชอบของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)และการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) ยังคงได้รับการบรรจุไว้ในยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 20 ปี(ปี2560-2579) เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

    โดยแนวคิดใน 5 แผนงานยุทธศาสตร์หลักเพื่อสร้างอนาคตประเทศด้านการพัฒนาระบบรางที่ประกอบไปด้วยการพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง และการพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯและปริมณฑลได้ยกให้การพัฒนาระบบรถไฟระหว่างเมืองมีประสิทธิภาพ ด้วยการปรับปรุงอุปกรณ์และโครงข่ายพื้นฐานให้ทันสมัย ด้วยทางขนาด 1 เมตรจากปัจจุบันทางเดี่ยวมีระยะทาง 3,685 กิโลเมตร ทางคู่และทางสาม 358 กิโลเมตร ส่วนในปี 2565 ทางคู่จะมีมากถึง 3,994 กิโลเมตร ส่วนขนาดทาง 1.435 เมตรปี 2565 จะเพิ่มเป็น 1,039 กิโลเมตรและรถไฟฟ้าที่ปัจจุบันมีให้บริการ 4 สายทางระยะทาง 80 กิโลเมตรในปี 2565 จะเพิ่มเป็น 10 สายทางรวมระยะทาง 464 กิโลเมตร

    โครงการตามแผนพัฒนาระยะที่ 2 นั้นล่าสุดได้รับการบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน พ.ศ.2560 (ActionPlan) มีโครงการระบบรางอย่างรถไฟไฟและรถไฟฟ้าซึ่งจะมีการเร่งประมูลในปี 2560 นี้มาไล่เลียงกันว่าแต่ละเส้นทางมีความคืบหน้าปัจจุบันอย่างไรบ้าง โดยจำแนกเป็นโครงการที่ผ่านการอนุมัติจากครม.แล้วมีสายสีแดงอ่อนช่วงบางซื่อ-หัวหมาก สายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง ซึ่งอาจล่าช้าออกไปอีกเนื่องจากร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างการเสนอครม.ขอปรับกรอบวงเงินให้เป็นปัจจุบัน

    ส่วนโครงการที่เตรียมเสนอครม. มีสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ สายสีแดงเข้ม-ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต สายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช และช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา สายสีน้ำเงิน ช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 วงเงินลงทุน 2.1 หมื่นล้านบาท สายสีส้ม ตะวันตกช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วงเงินลงทุน 1.23 แสนล้านบาท สายสีเขียวเข้ม ช่วงสมุทรปราการ-บางปู วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท และช่วงคูคต-ลำลูกกา วงเงิน 9,803 ล้านบาท และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ส่วนต่อขยาย ช่วงพญาไท-บางซื่อ-ดอนเมือง วงเงินลงทุน 3.1 หมื่นล้านบาท

    ในส่วนรถไฟทางคู่ 10 เส้นทางนั้น ช่วงประจวบคีรีขันธ์-หัวหิน วงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี 2.3 หมื่นล้านบาท ช่วงสุราษฎร์ธานี-สงขลา 5.1 หมื่นล้านบาท ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ 7,941 ล้านบาท ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย 5.1 หมื่นล้านบาท ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ 5.9 หมื่นล้านบาท ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ 7.6 หมื่นล้านบาท ช่วงขอนแก่น-หนองคาย 2.6 หมื่นล้านบาท ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี 3.5 หมื่นล้านบาท ช่วงบ้านไผ่-นครพนม กว่า 6 หมื่นล้านบาท รถไฟชานเมือง 2 เส้นทาง คือสายสีแดง ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต 7,596 ล้านบาท สายสีแดงอ่อน ส่วนต่อขยายช่วงตลิ่งชัน-ศิริราชและช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา กว่า 1.9 หมื่นล้านบาท

    จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

  • โครงการพระราชดำริ ตลอด 70 ปี กับ 4,596 อยู่ที่ไหนบ้าง?๋

    t-%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b4-01-724x1024

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในบรมโกศของเรา ทรงได้รับการขนานนามว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก จากความตั้งใจ ความรัก และความเมตตาที่ทรงมอบให้แก่ประชาชนของท่าน ตลอดรัชสมัยการครองราชย์ 70 ปี ของพระองค์ ได้ก่อกำเนิดโครงการในพระราชดำริหลายพันโครงการ เมื่อรวมกับพระบรมวงศ์อีก 6 พระองค์แล้ว โครงการพระราชดำริมีมากถึง 4,596 โครงการทั่วประเทศไทย!

    นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงได้รับการยกย่องให้เป็นพระบิดาแห่งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จากพระปรีชาสามารถของพระองค์ในการคิดค้นทฤษฎี การจัดการ และสิ่งประดิษฐ์เกี่ยวกับด้านทรัพยากรน้ำนั่นเอง โดยโครงการพระราชดำริกว่าครึ่งของพระองค์ล้วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำ การจัดหาแหล่งน้ำให้แก่ราษฎร การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง

    โครงการพระราชดำริที่สำคัญและเป็นที่รู้จักกันดีมีอยู่มากมาย เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โครงการชั่งหัวมัน โครงการศูนย์เรียนรู้การเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง โครงการเขื่อนขุนด่านปราการชลฯ เป็นต้น โดยมีหลายโครงการสามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

    Cr.http://www.dhammathai.org

© 2017 THE BANGKOK RESIDENCE. All Rights Reserved